โปรแกรมสาธารณะ

New Delhi (India)


Send Feedback
Share

โปรแกรมสาธารณะ กรุงเดลลี (อินเดีย) ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖

วันนี้ แม่ต้องขอบคุณ Mr.Swanowaphala อีกครั้ง ที่ได้ร้องเพลงที่ไพเราะยิ่งเกี่ยวกับเทวี แม่ประทับใจมากที่แพทริกบอกพวกคุณว่า พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันต้องเป็นเช่นนั้น นั่นคือสัญลักษณ์ของสหจะโยคี ผู้บรรลุถึงความสูงส่งทางจิตวิญญาณในด้านความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น

จักระของเทวีตั้งอยู่ด้านหลังกระดูกทรวงอก บนแนวกระดูกสันหลัง จักระนี้ตั้งอยู่เหนือภวสาคร หรือวอยด์ ตามที่เราเรียกกันในสหจะโยคะ และสะพานที่เหล่าภักตะ ผู้แสวงหาความจริงต้องก้าวข้าม ได้รับการปกป้องจากเทวี ท่านคือคนที่ช่วยเหลือลูกๆ ให้ก้าวผ่านช่องทางนั้นได้ ในขณะที่พลังไม่ดีต่างๆ พยายามที่จะโจมตี

อย่างที่แม่ได้บอกไปแล้วว่า จักระนี้ตั้งอยู่ด้านหลังของกระดูกทรวงอก ในตอนเด็ก ภูมิคุ้มกันถูกสร้างขึ้นในกระดูกทรวงอก ภูมิคุ้มกันนี้ก็คือนักรบ คือทหารของเทวี ภูมิคุ้มกันเติบโตและเพิ่มจำนวนจนถึงอายุ ๑๒ ปี และในท้ายที่สุดก็ถูกแจกจ่ายไปทั่วร่างกาย และมนุษย์ก็ถูกสร้างให้สามารถเผชิญหน้ากับการบุกรุกจากภายนอกได้ ภูมิคุ้มกันเหล่านี้รู้จักวิธีการต่อสู้ มีความมั่นใจในตนเองอย่างยิ่งและรู้ว่าศัตรูของพวกมันคือใคร พวกมันได้รับข้อมูลเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่ถูกสร้างแล้ว ดังนั้น เมื่อมีสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะผ่านวิธีการใด เช่น อาหาร คำพูด การกระทำ คนที่ชั่วร้าย มนตร์ดำ ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะรวมตัวกันแล้วเข้าโจมตีผู้บุกรุกแบบเป็นทีม

คนที่จักระหัวใจมิได้พัฒนาขึ้นอย่างเหมาะสม ต้องทุกข์ทรมานจากความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยไปชั่วชีวิต ตอนที่พวกเขาเป็นเด็ก หากคุณพยายามควบคุมพวกเขาด้วยการทำให้กลัว เด็กเหล่านี้จะกลายเป็นคนที่รู้สึกกลัวอยู่ตลอดเวลา พวกเขากลัวความมืด พวกเขากลัวเวลากลางคืน บางคนก็กลัวไปหมดทุกอย่าง เพราะว่าภูมิคุ้มกันที่ถูกสร้างในร่างกายไม่มีจำนวนมากเพียงพอ และเมื่อจักระนี้อ่อนแอ เราจะรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย ในช่วงชีวิตต่อมา เมื่อเด็กเหล่านี้ไปโรงเรียนและพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่ออนาคตของตน ความมั่นใจของเขาก็อาจถูกทำให้สั่นคลอนได้โดยผู้ปกครอง ครูอาจารย์หรือคนภายนอก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้าใจเด็กๆ ที่กำลังเติบโตอยู่

ในโลกตะวันตก พวกเขาพยายามวิเคราะห์ทุกอย่างและพยายามแบ่งมนุษย์ออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ ประการแรก ในความคิดของพวกเขา เด็กๆ ไม่มีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และเห็นแก่ตัวเป็นอย่างยิ่งประการที่สองคือช่วงวัยรุ่น ซึ่งพวกเขาคิดว่าเป็นช่วงที่เอาแต่ใจตัวเองและใช้แต่อารมณ์ ในอินเดีย พวกเราไม่รู้จักว่ามีสิ่งที่เรียกว่าช่วงวัยรุ่นด้วย ตอนนี้ คนในช่วงวัยรุ่นรวมตัวกันแล้วเริ่มวิจารณ์และล้อเลียนกลุ่มผู้สูงอายุ สิ่งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนแรกพวกเขาล้อเลียนครูอาจารย์ จากนั้นก็ผู้ปกครอง จากนั้นก็ทุกคนที่สูงวัยกว่าพวกเขา พวกเขาเริ่มไปในทางใช้สมองอย่างสุดโต่ง เพราะพวกเขาดูโทรทัศน์และสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป และพวกเราเริ่มมีพฤติกรรมที่รุนแรงในแบบที่ผู้คนคาดไม่ถึงตั้งแต่อายุยังน้อย

แม่เคยมีบ้านอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 40 กิโลเมตร และทุกครั้งที่แม่เดินทางไปลอนดอน แม่ต้องได้เจอเด็กๆ ทำพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงที่ใดสักที่อยู่เสมอ มีอยู่วันหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งเข้ามาในตู้รถไฟ พวกเขาดึงเอาผ้าปูออกหมด แทงมีดเข้าไปบนที่นั่งแล้วเปิดเบาะออกหมด แม่นั่งดูพวกเขา แล้วถามว่า “ตอนนี้เหนื่อยกันรึยัง นั่งลงสิ มีปัญหาอะไร” พวกเขาตอบ “พวกเราโกรธมาก” แม่ถาม “โกรธอะกัน ทำไมถึงโกรธ” เขาตอบว่า “พวกเราแค่โกรธ” แม่ถามว่า “แต่เธอต้องโกรธอะไรสักอย่างสิ” พวกเขาเป็นเด็กๆ ที่ไปโรงเรียนดีๆ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดีๆ จากนั้น ตอนที่รถไฟหยุด แม่ก็ต้องเรียกคนเก็บตั๋ว และบอกเขาว่าเด็กเหล่านี้ได้ทำการป่าเถื่อนในตู้นอน และคุณเจ้าหน้าที่ควรจะมาดู เขาก็มาดูและกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องธรรมดา” แล้วหลังจากนั้นเขาก็พาเด็กกลุ่มนี้ออกไป

สิ่งเดียวที่แม่รู้สึกในตัวพวกเขาก็คือ พวกเขาทุกคนมีจักระหัวใจกลางที่อุดตัน บนทางเดินของกุณฑลินี พวกเขาอุดตันที่หัวใจกลาง แต่เมื่อพวกเขาเห็นแม่ พวกเขานั่งลง พวกเขานิ่งสงบ พวกเขาฟังแม่ แม่ได้จัดการจักระหัวใจกลางของพวกเขาให้สงบลง และพวกเขาส่วนมากกล่าวว่า “พวกเราโกรธแม่ของพวกเรา” “ทำไมล่ะ” “เพราะพี่ๆ น้องๆ ของพวกเราโกรธ” “แล้วทำไมพี่น้องของพวกเธอถึงโกรธล่ะ” แล้วแม่ก็ได้ค้นพบว่าฟรอยด์ได้ให้แนวความคิดแปลกๆ ที่ต่อต้านแม่ แม่ของตนเองเลยนะ พวกคุณนึกออกไหม ช่างเป็นกิจกรรมที่ต่อต้านพระเจ้าจริงๆ

สำหรับคนอินเดียแล้ว แม่คือสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับคนอินเดียทุกๆ คน เพราะความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยจะอยู่ที่แม่ แม้ว่าพ่อจะเป็นคนโมโหร้าย มักโกรธ แต่พวกเขาก็ยังพึ่งพาและอยู่กับแม่ เพราะว่าแม่คือคนที่รู้ว่าตอนไหนควรโกรธ ตอนไหนไม่ควรโกรธ แม่มีวิจารณญาณแยกแยะ และยังเป็นคนให้ความคุ้มครองด้วย

แนวคิดเรื่องแม่ถูกทำให้ผิดเพี้ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือในสังคมตะวันตก และนี่คือเหตุผลที่เด็กๆ ในประเทศเหล่านั้นรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย และเมื่อเขาโตขึ้น เขาก็จะรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยแบบสุดโต่งไปเลย คุณจะไม่เชื่อเลยว่า พวกเขาเอาแต่ขัดทองเหลือง ทำความสะอาดบ้านอยู่ตลอดเวลา แต่แม้แต่หนูสักตัวก็ไม่เข้าไปในบ้าน และถ้าเขาต้องคุยกับใครสักคน เขาก็ให้คนนั้นยืนข้างนอกและพวกเขายืนพูดจากด้านใน โดยเฉพาะในลอนดอน เพราะพวกเขารู้สึกกลัวจริงๆ ไม่มีใครอยากเชื่อว่า อังกฤษที่เคยปกครองพวกเรา เป็นกลุ่มคนที่ขี้กลัวมาก แต่พวกเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ พวกเขากลัวกันเอง พวกเขากลัวตัวเอง เหตุผลคือ จักระหัวใจกลางอ่อนแอมาก

แม่ได้บอกเหตุผลแรกไปแล้ว นั่นคือความไม่มั่นคงปลอดภัยในครอบครัว เด็กไม่รู้เลยว่า เมื่อพวกเขากลับมาจากโรงเรียนแล้ว แม่ของเขาจะยังอยู่บ้านหรือหายไปแล้ว พวกเขาไม่มีแม่ที่สามารถแบกรับหลายๆ สิ่งจากสามี มีรอยยิ้มและไม่แสดงถึงความทุกข์ทรมานใดๆ ให้ลูกเห็น แต่แม่ในประเทศนั้น เท่าที่แม่เคยเห็น มักจะพยายามใช้ลูกของตนด้วยวิธีการต่อรองทางอารมณ์ คุณอาจเรียกอย่างนั้นได้ พวกเขาพยายามทรมานลูกด้วยการบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่สามีทำกับตน รวมถึงปัญหาใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญหน้ากับสามี ดังนั้นๆ เด็กๆ จึงไม่ได้รับความมั่นคงปลอดภัยจากแม่ ในทางตรงกันข้าม เด็กเริ่มให้ความมั่นคงปลอดภัยแก่แม่ตัวเอง สิ่งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆ แล้วเด็กก็จะกลายเป็นคนที่ไปทางลบมากๆ และอยู่ในฝั่งซ้าย เขารู้สึกว่าเขาเกิดมาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความกลัวและความไม่มั่นคงปลอดภัย

เมื่อผู้ภักดีต่อพระเจ้ามาเกิดในประเทศเหล่านี้ พวกเขาก็เจอสถานการณ์แบบเดียวกัน เพราะพวกเขาคิดว่าต้องไปหาคุรุ เท่าที่เราเห็นมาจนถึงตอนนี้ คุรุทรมานพวกเขา สูบเงินพวกเขา สร้างความทรมานให้พวกเขา และบางครั้งก็ทิ้งเขาไว้ให้เหือดแห้งบนถนน

ในประเทศของเรา เทวีอวตารลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นับพันครั้งที่ท่านถือกำเนิดที่นี่ ที่ใดก็ตามที่ผู้ภักดีเรียกหาท่าน ในตอนที่พวกเขาถูกพลังไม่ดีต่างๆ โจมตี ท่านอวตารลงมาบนโลกนี้เพื่อช่วยเหลือพวกเขา ผู้คนในอดีตเคยยอมรับเรื่องเหล่านี้ แต่ไม่เคยยอมรับจริงๆ จากหัวใจเลย ผู้คนคิดว่านี่เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เทวีเสด็จลงมาบนโลกและพยายามช่วยเหลือผู้คนให้รอดพ้น พวกเขาไม่อาจเชื่อได้ว่า มีศักติที่สามารถลงมาเกิด ต่อสู้กับบรรดารากษสที่ชั่วร้าย กำจัดมันได้ และปกป้องคุ้มครองลูกๆ ผู้ภักดีจากความทุกข์ทรมาน เรื่องเหล่านี้มากไปสำหรับพวกเขาที่จะเชื่อ

แต่วันนี้ ในสหจะโยคะ คุณได้เห็นแล้วว่าเมื่อพลังกุณฑลินีตื่นขึ้นและหยุดอยู่ที่จักระหัวใจกลาง คุณต้องท่องมนตร์ว่า “จะกะดัมบา” (มารดาแห่งจักรวาล) แล้วกุณฑลินีจึงพุ่งขึ้นต่อได้ นั่นหมายถึง เทวีสถิตอยู่ในหัวใจกลาง และเมื่อท่านได้รับการบูชา กุณฑลินีจึงพุ่งขึ้นได้ จักระนี้มีทั้งหมด ๑๒ กลีบ แต่เทวีมี ๑๐๐๐ กร ๑๐๐๐ เนตร ท่านมีนาฑี (ช่องพลัง) ถึง ๑๖,๐๐๐ เพื่อดำเนินงานในแง่มุมต่างๆ สำหรับการรู้แจ้ง แต่สิ่งแรกที่ท่านต้องทำ ด้วยความเมตตา ความใจดี ความกรุณาและความอดทนของท่าน คือการดูดซับบาปทั้งปวง “ปาปวิโมจินี” บาปของเหล่ามนุษยชาติ

มีประโยคหนึ่งในไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่า “ค่าตอบแทนของความกลัวคือบาป” หรือคุณอาจพูดกลับกันได้ว่า “ค่าตอบแทนของบาปคือความกลัว” หากคุณมีความกลัว คุณกำลังทำบาปต่อจิตวิญญาณของตนและต่อพระเป็นเจ้า เพราะว่า หากพระมารดาทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด และท่านสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างให้คุณได้ คุณอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของท่าน แล้วคุณยังจะควรกลัวอะไรอีก นั่นหมายความว่าคุณไม่เชื่อว่าท่านมีพลังมากอย่างนั้นจริงๆ เมื่อใครสักคนมีความกลัว ศูนย์พลังนี้จะเริ่มเต้นเร็วขึ้น ส่งสัญญาณเป็นจังหวะไปยังภูมิคุ้มกันทั่วร่างกาย ด้วยกระบวนการนี้ คุณรู้สึกว่าเกิดอาการสั่นขึ้นในหัวใจ อาการสั่นนี้ก็คือสัญญาณที่ส่งไปยังภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้ด้วยการโจมตีแบบฉุกเฉินนั่นเอง

แต่สำหรับคนที่ความไม่มั่นคงปลอดภัยก่อตัวขึ้นภายหลังในช่วงชีวิต สิ่งนี้จะกลายเป็นปัญหากับร่างกาย หากเขามีความไม่มั่นคงในช่วงต้นของชีวิต นี่จะกลายเป็นปัญหาด้านอารมณ์ แต่หากเป็นระยะต่อมาในชีวิต เมื่อบางคนเริ่มมีความไม่มั่นคงปลอดภัยในลักษณะใดๆ ก็ตาม ตัวอย่างเช่น ภรรยารู้สึกไม่มั่นคงในเรื่องของสามี สามีที่เป็นคนไม่เอาไหนหรือคนไม่ดี และยังไปพัวพันกับผู้หญิงอื่น ดังนั้น ความเป็นแม่ของภรรยาคนนั้นจึงถูกท้าทาย และเมื่อความเป็นแม่ถูกท้าทาย จักระหัวใจกลางนี้ก็จะอ่อนแอลง ซึ่งจะทำให้เธอทรมานค่อนข้างมากและอาจจะเป็นมะเร็วทรวงอกได้ ความไม่มั่นคงปลอดภัยอาจเป็นเพียงจินตนาการที่สร้างขึ้นเองก็ได้ ผู้คนอาจจะคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาและสร้างไม่มั่นคงขึ้นในตัวเอง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

ความกลัวเหล่านี้มีมากกว่าในโลกตะวันตก เพราะชีวิตในโลกตะวันตกไม่มีแก่นสาร ไม่มีคำอธิบาย ไม่ว่าคุณจะถามอะไรพวกเขา เขาก็จะตอบว่า “แล้วผิดด้วยหรือ” สามีจะตอบว่า “แล้วผิดด้วยหรือ” ในการมีภรรยาน้อย ภรรยาก็จะตอบว่า “ไม่เป็นไร หากเขาต้องการ ก็ให้เขามีไป” ในอินเดีย ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะทนกับเหตุการณ์เช่นนั้น เขาจะอดอาหาร เขาจะทำทุกอย่าง แต่จะไม่สัมผัสตัวผู้ชายที่มีภรรยาน้อยเลย

ดังนั้น พื้นฐานของความเข้มแข็งของผู้หญิงอินเดียอยู่ที่ความบริสุทธิ์ทางเพศของพวกเขา ความบริสุทธิ์ทางเพศของผู้หญิงอินเดียยิ่งใหญ่มากเสียจนไม่มีสิ่งใดสามารถขัดขวางพวกเขาได้ตราบได้ที่พวกเขายังมีความบริสุทธิ์ทางเพศอยู่ แต่หากพวกเขาไม่มีความบริสุทธิ์นี้ ความกลัวจะหยั่งรากลึกได้เร็วมาก ความบริสุทธิ์ทางเพศคือความเข้มแข็งของผู้หญิง และนั่นคือเหตุผลที่ ผู้หญิงที่มีความกลัว ส่วนมากจะมีปัญหาว่า ความบริสุทธิ์ของพวกเขาถูกท้าทาย ผู้หญิงที่กลัวว่าความบริสุทธิ์ของตนอาจถูกรบกวน ก็อาจจะทำให้มีปัญหากับจักระหัวใจได้ ผู้หญิงเหล่านั้นอาจเป็นมะเร็งทรวงอก มีปัญหาในการหายใจ และรวมถึงโรคภัยที่น่ากลัวอื่นๆ ในระดับของอารมณ์ด้วย

จักระนี้จะถูกทำลาย หากผู้หญิงคนนั้นสูญเสียลูกที่มีอยู่เพียงคนเดียวไป เพราะว่าเขาจะรู้สึกว่า ความเป็นแม่ได้จบสิ้นลงไปแล้ว และนั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิง ถ้าเขาเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่หากเขาไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ ก็จะไม่รู้สึกอะไรมากนัก และเขาก็จะมีพฤติกรรมในแบบที่เป็นผู้ชายมากๆ และนี่คือสิ่งที่แม่เห็นในโลกตะวันตก ผู้หญิงไม่ได้ใส่ใจอะไรนักหากลูกของตัวเองเสียชีวิต แต่นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้หญิงอย่างแท้จริง หากคุณเป็นผู้หญิง คนจะต้องมีความรู้สึกต่อลูกๆ และการเสียชีวิตของพวกเขา แต่หลังจากเวลาผ่านไป ผู้หญิงที่แท้จริงเหล่านั้นก็จะกลับมาอีกครั้งและยอมรับชีวิตในแบบที่มันเป็น เพื่อสามีของเธอเอง หรืออาจจะเพราะเธอมีลูกคนอื่นๆ หรือญาติๆ คนอื่นๆ เธอจะกลายเป็นคนที่มีพลังอย่างยิ่ง อันเป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ได้เคยเกิดขึ้นกับเธอ

แต่สิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อจักระหัวใจของคุณอยู่ในภาวะปกติ ผู้หญิงเหล่านั้นไม่แค้นเคือง ไม่บ่น สงบเงียบเป็นอย่างยิ่ง และสามารถแบกรับสิ่งต่างๆ ได้มากมาย พวกเขาอดทนอย่างยิ่งและสามารถทนได้กับทุกสิ่งเพื่อช่วยเหลือลูกๆ แต่พวกเขาก็ไม่ตามใจลูกๆ จนเสียคน พวกเขาจะไม่ตามใจลูกๆ เด็ดขาด เพราะเขารู้ว่า การตามใจแบบนั้นแย่ยิ่งกว่าการทุบตีเสียอีก พวกเขาจะไม่ตามใจลูกๆ หรือแม้แต่ปรนเปรอพวกเขา และจะไม่ถูกลูกๆ ควบคุมอีกด้วย พวกเขารู้ว่า “ฉันต้องนำทางและดูแลลูกๆ” ดังนั้น พวกเขาจะดูแลทั้งอุดมคติ จริยธรรมและคุณธรรมของลูกๆ และหากลูกๆ พยายามหนีห่างจากสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกๆ กลับมาสู่คุณธรรมและชีวิตที่ดีกว่า แต่ผู้หญิงเหล่านั้น ที่ไม่สนใจต่อพัฒนาการทีละขั้นของลูก ก็มักจะหลีกเลี่ยงหรือหลีกหนีประเด็นเหล่านี้

สำหรับผู้ชาย จักระนี้จะอุดตันหากเขาสูญเสียแม่ตั้งแต่ยังเด็ก หรือถ้าแม่ของเขาบังเอิญเป็นผู้หญิงที่โหดร้าย นอกจากนั้น จักระนี้จะอุดตันในตัวผู้ชายหากเขาเคยเข้าร่วมสงคราม และเขาได้เคยเห็นภาพที่น่ากลัวต่างๆ ในสงคราม คนเหล่านี้จะมีอารมณ์อ่อนไหวมาก และสามารถถูกคนที่พยายามจะครอบงำอารมณ์หลอกได้โดยง่าย

แล้วเราจะทำให้จักระนี้ดีขึ้นได้อย่างไร ในสหจะโยคะ เรามีเทคนิคมากมายที่จะทำให้จักระนี้ดีขึ้น และนำเอาความมั่นใจในตนเองกลับมา อย่างที่แพทริกได้กล่าวไว้ว่า เขาไม่เคยพูดต่อหน้าผู้คน และแม่เห็นนักแสดงมากมายที่แสดงได้เป็นอย่างดี เมื่อเขามาที่โปรแกรมของแม่ เขาบอกแม่ว่า “คุณแม่ ได้โปรดอย่าให้พวกเราต้องพูดต่อหน้าผู้คนเลย พวกเราไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร พวกเราแสดงได้ แต่เราพูดกับผู้คนไม่ได้” พวกเราเคยพยายามสักสองสามครั้ง และสุดท้ายคือพูดได้แค่สองสามประโยค บ่นอะไรพึมพำแล้วก็นั่งลง แม่ค้นพบว่า พวกเขาทุกคนมีจักระนี้อยู่ในสภาพแย่มากๆ บางทีพวกเขาอาจขาดความรักจากแม่ บางทีพวกเขาอาจจะไม่รักแม่ หรือบางทีพวกเขาอาจจะไม่เข้าใจคุณค่าของพรหมจรรย์ในผู้หญิง

ดังนั้น พวกผู้ชายที่พยายามมองผู้หญิงทุกคนที่เดินผ่าน ผู้ชายที่พยายามมีสายตากำหนัด สามารถทำให้จักระนี้มีสภาพแย่มากๆ ได้ และปัญหามากมายก็จะตามมาเพราะจักระนี้อ่อนแอ

หนึ่งในปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้คือมะเร็งปอด แม่เคยเห็นจักระนี้อยู่ในอ่อนแอมากอันเป็นผลมาจากความละเลยบางประการในชีวิต ตัวอย่างเช่น บางคนชอบอาบน้ำร้อน แล้วก็ออกจากที่อาบน้ำร้อนเข้ามาในที่เย็นๆ ในทันที คนเหล่านี้จะมีจักระนี้อุดตันเป็นอย่างมาก และจะมีปัญหา ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูไม่ซับซ้อน นั่นก็คือ หลายคนมีนิสัยที่ชอบใส่กุรต้าหรือเสื้อเชิ้ตตัวเดียวโดยไม่ใส่เสื้อด้านใน โดยเฉพาะในฤดูร้อน นี่ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน ผู้ชายควรใส่เสื้อไว้ด้านในเสมอ ไม่เช่นนั่นเวลาที่เขาเหงื่อออก อาจจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับจักระหัวใจกลางได้

จักระหัวใจจะอุดตันจากปัญหาด้านอารมณ์หลายๆ แบบในมนุษย์ สามีและภรรยา หากพวกเขาทะเลาะกันตลอดเวลา หากมีการทะเลาะเบาะแว้งอยู่เสมอในบ้าน โดยเฉพาะหากแม่เป็นคนบงการครอบงำ ลูกจะมีปัญหาที่จักระนี้ และหากพ่อเป็นคนบงการครอบบำ ลูกจะมีปัญหาที่หัวใจโดยตรง ดังนั้น นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่สามีและภรรยาจะต้องไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูกๆ

อวตารของเทวีสถิตอยู่ในจักระนี้ ท่านเสด็จลงมาบนโลกนี้แล้วนับพันครั้ง และท่านประทับอยู่ที่นี่เพื่อคุ้มครองพวกคุณ แต่ก่อนอื่น คุณต้องมีค่าควรแก่การคุ้มครองของท่านก่อน เมื่อท่านลงมาบนโลกนี้หลายต่อหลายครั้ง ร่างกายของท่านถูกสร้างขึ้นจากพลังต่างๆ กัน ราวกับว่าท่านคือฟองอากาศ และฟองอากาศนี้ถูกปกคลุมด้วยหลายๆ สิ่งที่เพิ่มเข้ามา นั่นคือวิธีการที่เทวีได้รับสิ่งต่างๆ มากมายจากเทพเจ้าต่างๆ ตัวอย่างเช่น ผมของท่านได้รับจากพระยม เทพแห่งความตาย จมูกได้รับจากท้าวกุเวร เทพแห่งทรัพย์สมบัติ หูได้รับจากเทพแห่งลม ในลักษณะเช่นนี้ ร่างกายของท่านถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษจากแก่นแท้ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ผู้มอบพลังเหล่านี้ให้แก่เทวี เพื่อให้ท่านพร้อมสำหรับการทำงานที่หลากหลาย

อย่างที่แม่บอกไปแล้วว่า งานแรกที่ท่านทำคือ การช่วยเหลือลูกๆ ให้พ้นจากพลังด้านลบ ท่านเป็นผู้อ่อนหวานและใจดีอย่างยิ่ง แต่ท่านก็สามารถดุร้ายมากได้เช่นกัน หมายความว่า ท่านสามารถฆ่าหรือทำลายใครก็ตามที่พยายามครอบงำหรือกดทับลูกๆ ของท่าน “อติเสามยา” (อ่อนโยนยิ่ง) “อติเราทรา” (ดุร้ายยิ่ง) ลักษณะทั้งสองนี้ปรากฏในเทวีท่านนั้น เพราะท่านคือแม่ และท่านต้องการช่วยเหลือลูกของท่านไม่ว่าจะโดยวิธีใด กับลูกของท่านก็เช่นกัน หากเขาเลยจุดที่ทำความเข้าใจ หากเขาแสดงว่าตนไม่อยู่ในกฎระเบียบ เทวีก็จะดึงเขากลับลงมาด้วยวิธีการบางอย่างเช่นกัน

ก่อนอื่น ท่านจะมอบทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อกำจัดความกลัวออกไปจากจิตของผู้แสวงหา ประการที่สอง ท่านรักษาจักระนี้ด้วยการให้กำเนิดภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมในร่างกาย และมอบไวเบรชั่นให้แก่ภูมิคุ้มกันที่เหนื่อยล้า เพื่อให้พวกมันกลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง

แม้แต่ในชีวิตประจำวัน ท่านก็อาจจะส่งสัญญาณบอกว่าท่านนั้นมีอยู่จริง ด้วยการแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ต่อลูกๆ ของท่าน ครั้งหนึ่งมีสุภาพสตรีคนหนึ่งกำลังจะมาหาแม่ แต่เขามาค่อนข้างช้า ตอนที่เขามาถึง แม่ก็ถามเขาว่ามีปัญหาอะไรหรือ เขาตอบว่า “ไม่มีค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่ารถเมล์ที่นั่งมาตกลงไปข้างทางประมาณ ๒๐-๓๐ ฟุต รถกลิ้งลงไปและสุดท้ายตกลงข้างทาง แต่ทุกคนในรถปลอดภัย คนขับรู้สึกหงุดหงิดและวิ่งหนีไป จากนั้นก็มีคนในรถที่รู้วิธีขับรถเข้ามาขับรถแทน เขาสตาร์ทรถและรถก็เริ่มเคลื่อนที่ แล้วพวกเราก็กลับมาถึงมุมไบ” ระหว่างทางกลับมา พวกเขาเริ่มถามว่า “ต้องมีนักบุญนั่งอยู่ที่นี่แน่ ไม่งั้นพวกเราจะได้รับการคุ้มครองได้อย่างไร มีเพียงนักบุญเท่านั้นที่คุ้มครองพวกเราแบบนี้ได้” แล้วสุภาพสตรีคนนั้นสวมแหวนของแม่ “โอ้” พวกเขาพูดต่อว่า “คนนี้เป็นลูกศิษย์ของศรีมาตาจี” แล้วพวกเขาก็เริ่มคุกเข่าต่อหน้าสุภาพสตรีคนนั้น ทั้งกล่าวว่า “ท่านได้ช่วยเหลือพวกเรา ท่านได้ช่วยเหลือพวกเรา”

มีปาฏิหาริย์มากมายเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ เมื่อคุณเห็นอุบัติเหตุกำลังเกิดขึ้น ทันใดนั้นคุณจะพบว่ามันจบไปแล้ว มีนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งชื่อ มาราเท เขากับเพื่อนนักหนังสือพิมพ์อีกคนกำลังเดินทางมาจากโลณาวฬา แล้วถนนก็ลื่นมาก รวมถึงเบรคก็ใช้งานไม่ได้ คนขับกล่าวว่า “ตอนนี้เบรคใช้งานไม่ได้แล้ว ขอให้ภาวนาต่อพระเป็นเจ้าละกัน” พวกเขาจึงเริ่มระลึกถึงพระแม่ ทันใดนั้น พวกเขาเห็นรถบรรทุกคันใหญ่กำลังมุ่งมา และพวกเขากำลังจะชนกับรถคันนั้นแล้ว พวกเขาหลับตาลง มีเพียงพระเจ้าที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาลืมตาอีกรอบ เห็นรถบรรทุกกำลังแล่นออกไปและพวกเขาก็เคลื่อนที่ออกไปอย่างไม่ยากลำบาก พวกเขาประหลาดใจมากว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ราวกับว่ามีใครสักคนยกรถของพวกเขาให้ออกไปพ้นรถบรรทุก แล้วพวกเขาก็ได้รับการช่วยเหลือให้ปลอดภัย คนขับก็หลับตาและท่องพระนามของเทวีเช่นกัน แต่มันเป็นไปได้ มันได้เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่ามันเป็นไปได้อย่างไร

ดังนั้น เราต้องเชื่อว่า พวกเรามีพระแม่อยู่ภายใน ในหัวใจของพวกเรา และหากท่านตื่นขึ้น ท่านจะดูแลพวกเรา ท่านจะมอบความคุ้มครองทุกอย่างที่จำเป็น และไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกต่อไป

แต่พวกคุณคงจินตนาการได้ อย่างที่แพทริคได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ว่าพวกเขาค่อนข้างหวาดกลัว และแม่รู้ว่าพวกเขาเป็นเช่นนั้น แม้แต่ภาษาอังกฤษก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาจะพูดตลอดเวลาว่า “ฉันเกรงว่า” “ฉันเกรงว่าฉันต้องไป” จะต้องไปเกรงกลัวอะไรถ้าคุณต้องไป คุณก็ควรจะไป “ฉันเกรงว่า ถ้าฉันทำเช่นนี้” พวกเขาดูกระวนกระวายใจแบบนั้นตลอดเวลา พวกเขากระวนกระวายใจ และเมื่อเขาพูดคุย พวกเขาดูหวาดกลัวจนบางครั้งคุณจะรู้สึกกระวนกระวายไปกับพวกเขา คุณไม่รู้ว่าจะเข้าถึงพวกเขาได้อย่างไร เพราะพวกเขาดูกระวนกระวาย และหนึ่งในเหตุผลที่พวกเขาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายก็คือ พวกเขาวางแผนมากเกินไป คิดมากเกินไป วิเคราะห์มากเกินไป อีโก้จึงหยั่งรากลึกในสมอง แล้วสุดท้ายก็ปกคลุมหัวใจทั้งหมด เพราะว่าอีโก้ปกคลุมหัวใจ พวกเราจึงมีความกลัว จริงๆ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หากคุณเต็มไปด้วยอีโก้ คุณจะเริ่มมองเห็นตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเมื่อคุณอยู่ในระดับหนึ่ง คุณจะเห็นแม้แต่อีโก้ของตัวเองได้ชัดเจน แล้วคุณก็จะเริ่มกลัวคนอื่น เพราะคุณคิดว่าเขาก็น่าจะมีอีโก้แบบเดียวกัน และคุณก็กลัวสิ่งนั้นมาก

ในประเทศตะวันออก สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ในอินเดีย หากคุณต้องไปติดต่อราชการ คุณต้องระวังตัว เพราะใครก็ตาม แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ สามารถตะโกนใส่คุณได้โดยไม่มีเหตุผล พวกเราสร้างระบบของการตะโกนแบบนี้อยู่ตลอดเวลา เอาแต่ตะโกนไปเรื่อยๆ เหตุผลที่เขาตะโกนใส่คุณเพราะเขาเองก็รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เจ้าหน้ารัฐรู้สึกไม่มั่นคงเพราะเจ้านายของเขา เจ้านายเองก็หวาดกลัวเจ้านายในระดับสูงขึ้นไป เจ้านายระดับสูงก็หวาดกลัวเจ้านายใหญ่อีก และสุดท้ายแล้ว รัฐมนตรีกลัวประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง และประชาชนก็กลัวรัฐมนตรี ช่างเป็นวงจรอุบาทว์ ดังนั้น ระบบทั้งหมดทำให้เราตกอยู่ในความไม่มั่นคงปลอดภัย และคุณก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาตะโกนใส่อะไร มีอะไรที่ต้องให้ตะโกนใส่ จากนั้น คุณก็เริ่มยึดติดกับตัวตนผิดๆ มากเสียจนไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป คุณจะกลายเป็นเลขานุการ หรือเลขานุการระดับล่าง หรือเลขานุการร่วม แม่ไม่รู้ว่าใครสูงหรือต่ำกว่ากัน แล้วคุณจะมีเลขาคนอื่นๆ อีก แล้วคุณก็จะมีธุรการ และก็คนนั้น คนนี้ คุณจะกลายเป็นสิ่งนั้น คุณจะกลายเป็นสิ่งนั้นเท่านั้น และเพราะว่าคุณกลายเป็นตำแหน่งนั้น คุณจะต้องมีเขาสองข้าง และคุณต้องตะโกนใส่ผู้คน มิเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครเชื่อว่าคุณอยู่ในตำแหน่งอะไรบางอย่าง

ดังนั้น นี่คือรูปแบบหนึ่งของตัวตนที่พัฒนาขึ้นภายในตัวมนุษย์ สิ่งนี้ก็เช่นกัน เกิดขึ้นเพราะว่าจักระหัวใจไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างเหมาะสม เพราะหากหัวใจของคุณพัฒนาขึ้นมาอย่างเหมาะสม คุณจะเป็นมนุษย์ คุณจะรู้ว่า แม่ของคุณได้มอบการเกิดนี้ให้กับคุณ และคุณคือมนุษย์ ไม่จำเป็นจะต้องกลัวมนุษย์คนอื่น ซึ่งก็เป็นลูกของแม่ของคุณเหมือนกัน ดังนั้น จึงไม่มีควรมีความกลัวดังกล่าว

แต่ปัญหาวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มสวมใส่เครื่องแต่งกายต่างๆ ถ้าหากพวกเขาใส่สูท ก็จะพูดภาษาอังกฤษทันที แต่พอใส่ชุดกุรต้า พวกเขาจะเริ่มพูดภาษาฮินดี หรือไม่ก็ตอนใส่ชุดโธตี ภาษาฮินดีและชุดกุรต้า พวกเขาอาจเริ่มให้ … นี่คือตัวตนจอมปลอมที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมา เพราะพวกเขาไม่มีความลึกซึ้งในหัวใจ หากพวกเขามีความลึกซึ้งเช่นนั้น มีหลักยึดในหัวใจ พวกเขาจะไม่พัฒนาสิ่งจอมปลอมฉาบฉวยเหล่านี้ ผลจากความจอมปลอมคือ พวกเขาหวาดกลัว เพราะพวกเขารู้ตัวว่าตนเองจอมปลอม คนอื่นๆ ก็จอมปลอม พวกเขาไว้เครา พวกเราก็ไว้เครา แล้วพวกเขาก็เริ่มทะเลาะกัน หากฉันจะดึงเคราของเขา เขาก็อาจจะดึงเคราของฉัน ความกลัวแบบนี้มีอยู่ในหมู่มนุษย์ หลังจากนั้น ขั้นตอนถัดไปก็ได้เข้ามาสู่จิตใจของผู้คน นั่นคือ ทำไมไม่ดึงขาคนอื่นให้ล้มเพื่อตนจะได้ขึ้นสูงล่ะ นี่คือความเสื่อมถอยในประเภทที่สาม

ถ้าคุณเป็นลูกของแม่คนเดียวกัน คุณจะอยู่เหนือคนอื่นๆ ได้อย่างไร คุณจะยังคงเป็นลูกของแม่อยู่เสมอ คุณจะอยู่เหนือลูกคนอื่นๆ ได้อย่างไรในสายตาของแม่ คุณไม่สามารถ ในทางตรงกันข้าม หากคุณทำกลอุบายแบบนั้น แม่ก็จะลงโทษคุณ

และนี่คือเรื่องที่สองที่แม่ทำ นั่นคือการลงโทษลูกๆ ใช่ ท่านลงโทษลูก แต่ด้วยวิธีการที่อ่อนหวานอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกไม่กินข้าวและทำตัวมีปัญหา แม่ก็จะพูดว่า “ตกลง เธอไม่อยากกินข้าวใช่มั้ย ไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องกิน” นี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่ใช้ลงโทษลูก แล้วแม่ก็จะพูดว่า “เธอต้องการจะทำในแบบที่เธอต้องการทำใช่มั้ย งั้นก็ทำเลย”

อย่างที่แม่ห้ามพวกเขาไม่ให้ทำอะไรบางอย่าง เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องดี ตัวอย่างเช่น แม่บอกพวกเขาตั้งแต่แรกแล้วว่าอย่าเปลี่ยนแฟลต และให้สหจะโยคีทั้งหมดอยู่กับสหจะโยคีคนอื่นๆ แต่คนจัดงานกลับคิดว่า น่าจะเอาแฟลตนั้นไว้ดีกว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะว่าพวกเขาเป็นนักจัดงานที่เฉลียวฉลาด แต่ดูสิ แม่พูดในสิ่งเรียบง่าย แต่ต้องรู้ว่ามันมีความหมายบางอย่าง แล้วพวกเขาก็จัดเตรียมในแบบนั้น ดังนั้น ครึ่งหนึ่งของคนที่เขาร่วมประท้วงว่า “ไม่เอา พวกเราจะอยู่กับสหจะโยคี พวกเราจะอยู่กับพวกเขา” พวกเขาจึงได้ที่พักแบบนั้น อีกกลุ่มหนึ่งคือชาวอังกฤษ ณ วันนี้พวกเขาอยู่ในโหมดอารมณ์อีกด้านหนึ่ง พวกเขาเป็นคนที่มีน้ำอดน้ำทนมาก และพวกเขาบอกว่า “ตกลง ถ้าพวกเราไม่ได้ถูกจัดให้อยู่แบบนั้น พวกเราอยู่ในแฟลตก็ได้” พวกเขาจึงต้องอยู่ในแฟลต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฝนตกหนักมาก ตกอยู่อย่างไม่ขาดสาย และพวกเขาไม่สามารถจัดเตรียมอาหารได้เลยแม้ว่าจะอยู่ใต้หลังคาที่เขาสร้าง พวกเขาทั้งหมดจึงต้องย้ายไปอยู่อีกที่ และพวกเขาต้องอยู่กับสหจะโยคีคนอื่น ตามที่แม่ได้บอกไว้ ถ้าพวกเขาฟังแม่ พวกเขาก็จะประหยัดเงิน รวมถึงยังหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและอาจจะไม่ต้องมีปัญหาเลยก็ได้ นี่คือเล่ห์กลเล็กๆ น้อยๆ ที่แม่เล่นเพื่อที่จะบอกให้ลูกๆ เข้าใจว่า พวกเขานั้นได้ทำสิ่งที่โง่เขลา

มีหลายอย่างในลักษณะนั้นที่แม่ต้องเล่น และความชอบเล่นของท่านป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิต เพราะถ้าท่านเข้มงวดกับลูกๆ พวกเขาจะวิ่งหนี หากท่านเป็นเหมือนกับคุรุคนอื่น คุรุแท้จริงหรือสัทคุรุ พวกเขาทุบตีลูกศิษย์ของตน พวกเขาแขวนลูกศิษย์ด้วยเชือก พวกคุณไม่รู้หรอกว่าคุรุทั้งหลายปฏิบัติต่อลูกศิษย์พวกเขาอย่าไร บางคนก็เอาเงินจำนวนมากจากลูกศิษย์ แล้วบางคนก็เอาทรัพย์สินหรือสิ่งของต่างๆ พวกเขาต้องการการปล่อยวางอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วทำให้ลูกศิษย์ยอมจำนนรับใช้ พวกเขาทำร้ายชีวิตของลูกๆ ของลูกศิษย์ เราน่าจะกล่าวเช่นนั้นได้ แต่ว่าแม่ไม่อยากทำเช่นนั้น ดังนั้น ท่านจึงเล่นกลตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย เพื่อแก้ไคขลูกๆ ให้ถูกต้อง

แม่ขอพูดถึงตัวอย่างของคุรุคนหนึ่งที่แม่เคยพบเมื่อ ๕-๖ ปีที่แล้ว เขามาจากเมืองอมรนาถ กำลังไปหมู่บ้านเล็กๆ ตำบลเล็กๆ ใกล้เมืองมุมไบ ที่ที่สหจะโยคินีคนอยู่พักอยู่ คุรุคนนั้นส่งลูกศิษย์ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นให้ไปหาสหจะโยคินี เขาเดินเข้าไปหาและกล่าวว่า “คุรุของผมกำลังมาที่นี่ ท่านต้องการพบศรีมาตาจี และท่านบอกว่ามีเพียงพระแม่อาทิศักติเท่านั้นที่จะชำระล้างจักระอาชญาของผมได้” โยคินีไม่เข้าใจจึงถามว่า “คุรุของคุณทำอะไร” “โอ้ ไม่นะ อย่าพูดถึงท่านเลย” เขาดึงหูตนเอง “อย่าเอ่ยชื่อของท่าน โอ้ คุณไม่รู้หรอกว่าท่านเป็นคนเช่นไร” เขากล่าว “แล้วทำไมเขาจึงไม่เปิดจักระอาชญาให้กับคุณล่ะ คุณแม่กำลังมาแน่นอน แต่ทำไมคุรุของคุณถึงไม่ควรทำล่ะ” เขากล่าวว่า “ไม่ ไม่ ไม่ ท่านกล่าวว่าคนที่ควรเปิดจักระนี้คือเทวีเท่านั้น คนอื่นไม่ควรเปิดจักระนี้ให้ ท่านส่งผมมาที่นี่เมื่อห้าปีที่แล้ว และกล่าวว่าในปีที่ ๖ พระแม่อาทิศักติจะมาที่นี่ และเทวีจะเปิดจักระอาชญาของผม” ช่างไม่น่าเชื่อ ชายคนนี้ต้องทนทรมานกับจักระอาชญาที่อยู่ในสภาพเลวร้าย ทนทรมานในตอนที่คุรุคนนี้มา

เขาจึงมาหาแม่แล้วบอกแม่ว่า “คุณแม่ คุรุของผมมาถึงแล้วและต้องการพบท่าน” แม่จึงไปหาเขา คุรุคนนี้นั่งอยู่ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวจมูกพองลมออก แน่นอน เมื่อแม่ไปถึงที่นั่น เขาก้มลงสัมผัสเท้าของแม่และทำตามธรรมเนียมทุกอย่าง แล้วเขาก็กล่าวถึงชายคนนี้ด้วยชื่อที่แย่มากๆ “เขาไปหาไหม เขาสัมผัสเท้าของท่านไหม เขาเรียบร้อยไหม เขามีพฤติกรรมใช้ได้ไหม” แม่กล่าวว่า “เขาไม่มีปัญหาอะไร แต่แม่ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงไม่เปิดจักระอาชญาของเขา” เขาตอบว่า “ให้เขาไปลงนรกเสียตอนนี้ แต่ผมจะไม่ยอมเปิดจักระอาชญาให้เขาเด็ดขาด ใครเป็นคนเปิดจักระอาชญาให้กับผม แล้วทำไมผมถึงต้องเปิดจักระอาชญาให้เขา”

แม่จึงกล่าวว่า “อย่างนี้ไม่ดีเลย แม่ควรเปิดจักระให้” “ใช่ครับ ท่านจะเปิดให้ เพราะท่านคือแม่ แต่ผมไม่ใช่แม่” เขาจึงเดินไปข้างใน แล้วลูกศิษย์บอกแม่ว่า “คุณแม่ เขาจับผมห้อยหัวไว้เหนือบ่อน้ำนี้ ผมถูกห้อยหัวแบบนี้อยู่สามวัน” แม่กล่าวว่า “เพื่ออะไร ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้นกับคุณ” เขาตอบว่า “อย่าถามแบบนั้นเลย” แล้วคุรุก็เข้ามา “ใช่ ใช่ เราแขวนแกไว้ แล้วก็ทำแบบนั้นอีก” แม่เลยถามว่า “ทำไมคุณถึงแขวนเขาไว้” “เพราะเขาสูบบุหรี่ เพราะสูบบุหรี่ ผมถึงแขวนเขาไว้ตรงนั้น ลองสูบอีกสิ แล้วผมจะหย่อนเขาลงไป ขึ้นๆ ลงๆ” เขาสูบบุหรี่แล้วก็ถูกคุรุทรมานในลักษณะนั้น แม่ถามว่า “แล้วทำไมคุณถึงทำเรื่องเลวร้ายกับเขาล่ะ” เขาตอบว่า “ไม่เช่นนั้นลูกศิษย์จะมีวินัยได้อย่างไร ผมไม่ใช่แม่ ผมไม่รู้วิธีการสร้างวินัย นี่คือทางเดียวที่จะทำให้เขาอยู่ในกรอบได้” แล้วเขาก็พูดว่า “ท่านเอาแต่ทำให้เขาเสียคน แต่ผมจะสร้างวินัยให้เขาในลักษณะนั้น” แม่เลยบอกว่า ตกลง แต่ตอนนี้ขอให้เงียบก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไร ขอให้แม่ช่วยทำให้จักระอาชญาของเขาเรียบร้อยก่อน

แม่ใช้เวลาประมาณ ๒ นาทีเพื่อรักษาจักระอาชญาของเขา แม่พูดว่า “อาชญาของเขาเรียบร้อยแล้ว” คุรุคนนั้นถามว่า “เขาสัญญากับท่านรึเปล่าวว่าจะไม่สูบบุหรี่อีก” แม่บอกว่า “เขาไม่ได้สัญญา” คุรุจึงพูดว่า “ท่านควรจะให้เขาสัญญา ไม่เช่นนั้น ผมจะไม่อนุญาตให้เขากินอาหารเป็นเวลา ๓ วัน” แม่พูดว่า “บาบา แบบนี้คือคุรุที่ย่ำแย่ ขอพระเจ้าช่วยเหลือลูกศิษย์คนนี้จากคุรุ”

แต่ดูสิ สิ่งที่คุรุคนนี้พูดถึงคือ ลูกศิษย์ควรมีวินัย จำเป็นต้องเข้าใจอย่างแท้จริงว่า เขาคือคุรุ แล้วเขายังพูดต่อว่า “ดูคนเหล่านี้สิ พวกเขาเป็นอย่างไรแล้วบ้าง พวกเขาใช้ประโยชน์จากความรักของท่านในทางที่ผิด พวกเขาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ท่าน พวกเขาพยายามทำตัวตลกๆ กับท่าน แต่ว่าท่านก็ไม่ต่อว่าพวกเขา” แม่กล่าวว่า “แม่ไม่จำเป็นต้องพูด แม่รู้วิธีที่จะแก้ไขพวกเขา”

นี่คือคุณสมบัติของผู้เป็นแม่ ผู้ที่สามารถแก้ไขผู้คนได้ ท่านรู้ว่าใครสงสัยท่าน ท่านรู้ว่าใครคิดไม่ดีกับท่าน ท่านรู้ว่าใครคิดกับท่านในแง่ดี ท่านรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และหากท่านรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านก็ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดๆ ท่านรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอย่างถึงที่สุด และไม่จำเป็นต้องมีความไม่มั่นคงในแบบที่คุรุมี ว่าวันหนึ่งลูกศิษย์จะประพฤติไม่ดีหรืออะไรทำนองนั้น เพราะท่านรู้วิธีที่จะแก้ไขนั่นเอง

สองสามวันก่อน แม่เจอสหจะโยคีคนหนึ่ง เขามาหาแม่แล้วเริ่มอธิายกับแม่ว่า “คุณแม่ ท่านไม่รู้หรอก เรื่องนี้เกิดขึ้น” แม่ตอบว่า “แม่ไม่รู้อะไรเลยใช่ไหม คุณคิดว่าแม่ไม่รู้อะไรใช่ไหม” เขาตอบว่า “ใช่ครับ คุณแม่ ท่านจะรู้ได้อย่างไร” แม่ตอบไปว่า “แม่จะบอกคุณอย่างหนึ่ง คุณเล่นคริกเก็ตบ่อยมากตอนเป็นเด็ก แต่คุณเลิกไปตอนเริ่มฝึกสหจะโยคะ” “ใช่ครับ เป็นความจริง ท่านรู้ได้อย่างไร” แม่กล่าวว่า “แม่รู้ได้อย่างนั้นเอง” แม่รู้ จากนั้นเขาจึงยอมรับ “ตกลงครับ คุณแม่ ท่านรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับผม ผมไม่รู้ว่าท่านรู้ได้อย่างไร” แต่ท่านคืออวโลกิเตศวร ท่านคือผู้เห็นทุกสิ่งอย่าง ท่านรู้ โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ท่านรู้ แต่ท่านรู้ได้อย่างไร แม่ไม่สามารถอธิบายได้ตรงนี้ แต่ท่านรู้ทุกๆ เรื่องที่คุณทำ หากท่านต้องการ

และคุณสมบัติข้อที่ ๓ ของพระมารดาคือ ท่านคือมหามายา ท่านพูดจาเหมือนคุณ นั่งเหมือนคุณ มีลักษณะท่าทางเหมือนๆ คุณ ท่านจะเหมือนคุณทุกอย่าง และคุณจะไม่สามารถหยั่งถึงความลึกของผู้หญิงคนนี้ ผู้ที่เป็นมหามายา เพราะท่านเล่นกลกับคุณ และทำอย่างสวยงามมากจนคุณไม่สามารถมองออกได้ คุณไปหาผู้คน และคุณบอกเขาทุกอย่างที่คุณรู้สึกเกี่ยวกับพระมารดา คุณพยายามทำทุกอย่างและในที่สุด คุณค้นพบว่าท่านรู้ทุกอย่าง และเมื่อคุณค้นพบ คุณจะค่อยๆ เข้าใจว่า “เพราะท่านรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา ดังนั้น เราจะอยู่รอดปลอดภัย”

แล้วท่านรู้ได้อย่างไร เพราะท่านสถิตอยู่ในจักระหัวใจกลาง ท่านรู้ทุกอย่างที่คุณเคยทำ กำลังทำ หรือคิดที่จะทำ แล้วท่านทำอะไรบ้าง “สังกัลปะ วิกัลปะ กะโรติ” ไม่ว่าคุณตั้งใจแน่วแน่จะทำอะไร ท่านจะทำให้มันล้มเหลว หากคุณพูดว่า “คุณแม่ ผมตัดสินใจแล้วครับที่จะทำอย่างนี้ และผมจะทำให้ได้” มันจะล้มเหลว คุณต้องตัดสินตนเองในฐานะบุตรที่แท้จริงของพระมารดา

อย่างในมุมไบ หรือที่ใดๆ ก็ตาม พวกเราเคยพยายามที่จะหาที่ดิน แต่ไม่มีใครทำได้ “พวกเราพยายาม พยายาม พยายาม แต่มันเป็นการฟอกเงิน ติดสินบน คอรัปชั่น” แม่บอกว่า “ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แม่จะไม่ทำเรื่องพวกนี้” แล้วเขาก็ถามว่า “คุณแม่ แล้วพวกเราจะทำสำเร็จได้อย่างไร” แม่ตอบว่า “คุณจะทำสำเร็จแน่นอน ไม่ต้องกังวล” พวกเขาเลยเริ่มพูดว่า “คุณแม่ไม่จริงจังกับงานเลย ไม่อย่างนั้น ไม่อย่างนี้” แต่กลับกลายเป็นว่าพวกนั้นกลายเป็นคนไม่เอาการเอางานไปแทน แม่พูดว่า “ในที่สุด หากคุณพร้อมสำหรับสหจะโยคะ คุณจะได้รับที่ดินและอาศรมเอง” เพราะหากคุณเริ่มทำอาศรมและมีเงินมีทองเข้ามาเกี่ยว บรรดาภูตทั้งหลายจะมารวมกัน แล้วเล่นตลกกับเงินที่รวบรวมมาได้ จะไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสม วินัยที่เหมาะสม

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมต้องให้เวลาลูกๆ เรียนรู้จากการทำผิด จากการทำพลาด และเข้าใจว่าเรากำลังทำผิดอะไรและจะแก้ไขอย่างไร เมื่อพวกเขาเริ่มเข้าใจ ก็จะเป็นเรื่องง่าย ง่ายมากๆ ที่จะสื่อสารกับพวกเขาว่าสิ่งใดที่เขาควรทำ สิ่งใดที่เขาทำผิด และจะแก้ไขอย่างไร แต่ตราบเท่าที่พวกเขาคิดว่าตนเอง … ฉลาดสูงส่ง หรือคิดว่า ตนเองเป็นคนที่ดีงามอย่างสุดๆ และพวกเขายังอยู่กับตัวเอง พระมารดาจะกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ลองทำเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”

คุณต้องรู้ว่า พระมารดาช่วยเหลือผู้คนมากมายจากมหาสมุทรแห่งมายา ด้วยความยากลำบากยิ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เป็นงานที่ใหญ่มาก บางครั้ง การยกพลังกุณฑลินีของคนนับพันๆ คน แม่รู้สึกเหมือนว่า ต้องยกภูเขาใหญ่ขึ้นมา มันแย่มาก แต่ผู้คนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ส่วนมากมักคิดว่า พวกเขาบังคับแม่ด้วยการรับการตระหนักรู้ นี่เป็นความรู้สึกในแบบปกติของมนุษย์ แม่อยากหัวเราะให้กับความโง่เขลาของอีโก้ พวกเขาบังคับแม่ด้วยการรับการตระหนักรู้ แล้วพวกเขาก็พูดกับแม่ด้วยคำพูดแบบนี้ “ผมมาที่นี่ ผมนั่งตรงนี้เป็นเวลา ๓ วัน และยังไม่ได้รับการตระหนักรู้” ราวกับว่าแม่ไปก่อคดีอาชญากรรมมา

ทัศนคติทั้งหมดต่อพระมารดาของคนนั้นๆ จะค่อยๆ เปลี่ยนไป เขาจะเริ่มคิดว่า “ท่านอยู่ที่นี่เพื่อความผาสุกของเรา และความอยู่ดีมีสุขของเราคือความกังวลหนึ่งเดียวของท่าน ท่านจะมอบการตระหนักรู้นี้ให้กับเรา ท่านกำลังทำงานหนัก และเราต้องร่วมมือ ต้องเรียนรู้ที่จะร่วมมือ นี้ก็เพื่อ “หิตะ” เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของเรา ท่านกำลังทำ และเราควรพยายามที่จะเข้าใจว่า นี่เพื่อประโยชน์ของเราเอง” เมื่อทัศนคติแบบนั้นเริ่มพัฒนาขึ้น ก็เป็นเรื่องง่ายกว่ามากๆ ที่จะตั้งให้เขาเป็นลูกศิษย์

แต่ลูกศิษย์แบบนี้แตกต่างไปจากลูกๆ โดยทั่วไป เพราะว่ามารดาคือคุรุ ไม่ต้องสงสัยเลย มารดาคือครูตั้งแต่ตอนที่คุณเกิด แต่สำหรับมารดาแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะดุดันเคร่งขรึมแบบคุรุเหล่านี้ ไม่เลย ไม่เหมือนพวกเขาเลย มารดาไม่สามารทุบตีลูกๆ ด้วยความรุนแรงได้ แต่ทั้งหมดนี้เพื่อให้คุณ ด้วยปัญญาของตนเอง เข้าใจว่าควรจะประพฤติตนอย่างไร ร้องขอการตระหนักรู้อย่างไร เปลี่ยนทัศนคติอย่างไร เพราะหากคุณหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป และพยายามจะแสดงออกและทำตัวเด่น ท่านจะพูดว่า “ใช่ ใช่เลย เธอยิ่งใหญ่จริงๆ ใช่แล้ว ยิ่งใหญ่มาก” จนอยู่ดีๆ คุณได้ค้นพบว่า ได้พัฒนาเขาทั้งสองข้างบนศีรษะแล้ว และรู้ว่าตนเองไม่มีคุณสมบัติดีงามใดๆ เลย ท่านจึงจะพูดว่า “โอเค มานี่สิ เธอมีโรคร้ายนะ แม่จะช่วยรักษาให้” ดังนั้น อย่าทำแบบนั้นเลยจะดีกว่า

ด้านหนึ่ง ท่านเต็มใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อคุ้มครองคุณจากปัญหาและความวุ่นวายทุกประเภท ตัวอย่างเช่น หากคุณมีปัญหาที่หัวใจ หรือถ้าคุณมีปัญหาอื่นๆ ท่านจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือคุณ การรักษาหัวใจไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนคิดว่าพระแม่รักษาพวกเขา และรู้สึกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ไม่ตระหนักถึงคุณค่าอะไร แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อคุณเข้ามาสู่สหจะโยคะ คุณจะประหลาดใจว่า หากคุณพยายามที่จะรักษาใครสักคน คุณจะป่วยไป ๓ วัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรักษาเลย และคนเหล่านั้นที่รักษา บางครั้งก็ทำโดยผ่านภูตผี

คนที่มีภูตก็สามารถรักษาโรคได้เช่นเดียวกัน เพราะตัวพวกเขาเองเป็นภูต สิ่งใดจะเกิดขึ้นกับภูต พวกเขารักษาโรค แต่ใส่ภูตอีกตัวหนึ่งเข้าไปในคนไข้ และคนไข้ก็จะกลายเป็นทาส และคนที่มีภูตแบบนั้นก็สามารถเป็นคนรักษาโรค ผู้รักษาด้วยศรัทธา หรืออะไรแบบนั้น สติรู้เหนือสำนึก คนเหล่านี้เมื่อเขารักษาโรค ก็จะใส่ปัญหาที่หนักกว่า ที่ร้ายแรงลงไป พวกเขาไม่ได้รักษาคุณหรอก พวกเขาใส่โรคภัยอื่นๆ เข้าไปในตัวคุณ หรือในคนไข้ นี่เป็นเกมที่อันตรายมาก

สหจะโยคีไม่ควรพยายามที่จะรักษาคน เพราะเขาไม่สามารถเอาใครต่อใครใส่ไว้ในสุญญากาศได้ และเขาจะมีปัญหาเสียเอง พลังไม่ดีจะแทรกซึมในตัวเขา ดังนั้น คำแนะนำของแม่สำหรับสหจะโยคีทุกคนคือ คุณไม่ควรรักษาโรค ไม่มีความจำเป็นที่คุณจะรักษาใครๆ ด้วยการสัมผัส คุณควรใช้รูปของแม่ คุณสามารถแจกจ่ายรูปของแม่ได้ บอกกับผู้คนว่าพวกเขาจะรักษาตนเองอย่างไร แต่อย่ารักษาใครๆ เพราะคุณจะมีปัญหา เพราะคุณไม่ใช่ภูตผี แล้วคุณจะถูกตีกลับอย่างรุนแรง ดังนั้น ขอให้ระวังตัวด้วย อย่าพยายามที่จะรักษาโรค ให้ใช้รูปของแม่เท่านั้น และการใช้รูปนั้น จะต้องมีศรัทธา คนคนนั้นจะเข้าที่เอง และคุณจะไม่มีปัญหา

อย่างเมื่อวานนี้ เรามีคนไข้มาที่นี่ แล้วบางคนก็รู้สึกสงสารพวกเขา แล้วพวกเขาก็เกิดติดขัดที่จักระ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกสงสาร พวกคุณมีความเมตตามากกว่าแม่หรือ มีความจำเป็นอะไรที่ต้องพาคนไข้มาที่นี่ ไม่จำเป็นเลย แต่พวกเขาทั้งสองฝ่ายต่างเกิดอาการอุดตัน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องพาคนไข้คนใดก็ตามมาหาแม่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรประพฤติ อย่านำคนไข้มาอีก หากมีคนไข้ ก็ปล่อยเขาไว้อย่างนั้น บอกเขาว่า “คุณแม่จะดูแลคุณเอง พวกเราไม่มีอะไรจะบอกคุณอีก นี่คือรูปคุณแม่ คุณต้องใช้รูปนี้ ให้รูปนี้รักษาคุณ แล้วคุณจะหายเอง”

มิเช่นนั้น สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นกับคุณคือ คุณจะอุดตันที่จักระหัวใจกลาง เพราะนี่ไม่ใช่งานของคุณ คุณจะต้องไม่ทำงานนี้ หากคุณพยายามทำ จริงๆ แล้ว บางครั้งก็เป็นอีโก้ของคุณที่ทำให้คุณคิดว่าคุณควรรักษาผู้คน บางครั้ง และเมื่อคุณทำงานผ่านอีโก้ คุณเองจะลำบาก ไม่ใช่ว่าคุณรักษาไม่ได้ คุณทำได้ แต่คุณต้องอยู่ในระดับนั้น เมื่อคุณพยายามรักษาผู้คน คุณต้องไม่กลายเป็นบุคลิกแบบสติเหนือความคิด หมายความว่าคุณต้องไม่ถูกครอบงำด้วยอีโก้
แต่ที่สุดแล้ว คนที่รักษาคนอื่นกลายเป็นแบบนี้ คุณที่พยายามรักษาคนอื่นและทำเรื่องพวกนี้ พวกเขาออกไปสหจะโยคะอย่างไม่หันหลังกลับ และกลายเป็นร่างทรง พวกเขากลายเป็นร่างทรง กลายเป็นคนน่ากลัว เมื่อพวกเขาคุยโทรศัพท์กับแม่ แม่รู้สึกเหมือนมีคนเอายาพิษมาเทใส่หู พวกเขาน่ากลัวมากๆ ในแบบที่คุณจินตนาการไม่ออก

ดังนั้น เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่ได้รับการตระหนักรู้ ต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการรักษาโรค เพราะจะติดขัดอย่างหนักที่จักระหัวใจกลาง

จักระหัวใจกลางจะติดขัดอย่างหนักในประเทศที่มีแต่ความกลัว ผู้คนต่างหวาดกลัว จักระนี้สามารถติดขัดได้ด้วยสิ่งอื่นๆ ที่ผู้คนกลัว การอ่านหนังสือของคุรุที่เลวร้าย และการอ่านหนังสือที่มีแต่เรื่องน่าตกใจ อย่างเช่น มีคนจำนวนมากที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับพลังกุณฑลินีแล้วติดขัดที่หัวใจกลาง (คุณแม่ศรีมาตาจีหัวเราะ) เพราะพวกเขาหวาดกลัวพลังกุณฑลินีเป็นอย่างมาก สิ่งใดก็ตามที่ทำให้คุณกลัว หากคุณอ่าน จะทำให้หัวใจของคุณอ่อนแอ และเป็นอันตรายอย่างมาก

นอกจากนั้น จักระหัวใจกลาง อันเป็นหัวใจของพระมารดานี้ยังมีอีก ๒ ด้าน นั่นคือพี่ชายของท่าน พระวิษณุ ผู้อวตารลงมาเป็นพระรามในจักระหัวใจขวา คนที่พวกเราคิดว่าเป็นพ่อที่ดูแลลูกๆ ดังนั้น นั่นคือพระบิดา และนี่คือพระมารดา แม้ว่าพระบิดาและมารดานี้จะอยู่ใน ๒ แง่มุม คือพระมารดาเป็นน้องสาวของพระบิดา และพระบิดาก็คือ มามา (ลุง) ของผู้แสวงหาทั้งหลาย มามานั้นเป็นพ่อที่ยิ่งใหญ่กว่าพ่อจริงๆ ดังนั้น ลุงคนนี้ที่เป็นอวตารของพระนารายณ์ดูแลลูกศิษย์ที่ได้รับการปกป้องจากพระมารดา ท่านทำให้ลูกๆ เข้าใจถึงความเป็นพ่อ

เพราะว่าในระดับนี้ พระบิดา พระเป็นเจ้าสูงสุด ซึ่งก็คือพระศิวะ ลูกๆ ยังไม่รู้จัก ดังนั้น ลุงคนนี้จึงดูแลลูกๆ จนพวกเขาโตพอที่จะพบพ่อจริงๆ และพวกเราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระแม่ปารวตี หรือ อุมา หรือ เทวี ได้เข้ามาในตำแหน่งของมารดา และสถิตอยู่ในจักระหัวใจกลาง และพี่ชายของท่านก็ปกป้องลูกๆ เมื่อเทวีมอบการตระหนักรู้หรือการเกิดครั้งที่สองให้แก่ลูกๆ มามา (ลุง) ก็จะดูแลลูกๆ ของน้องสาว และช่วยให้เด็กๆ สร้างความมั่นคงปลอดภัยเกี่ยวกับพ่อขึ้น

ดังนั้น ด้านขวาของมนุษย์เป็นตัวแทนของความเป็นพ่อ และความเป็นพ่อของผู้ชายนั้นสำคัญมาก หากจักระนี้เสียหาย หรือมีสิ่งผิดปกติ คุณจะเป็นโรคหอบหืดทันที โรคหอบหืดเกิดขึ้นจากการที่จักระนี้เสียหายหรืออาจเป็นความเสียหายร่วมของจักระอื่นกับจักระนี้ โรคหอบหืดนี้เป็นได้ทั้งในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย เมื่อความสัมพันธ์กับพ่อ หรือความเข้าใจในตัวพ่อ หรือความเป็นพ่อของคุณเองไม่เรียบร้อย คุณจะมีปัญหาหอบหืดทันที และสำหรับปัญหานี้ เราต้องถามผู้แสวงหาว่า เขามีพ่อแบบไหน ตัวอย่างเช่นมีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งมาหาแม่และถามว่า

“ทำไมทุกคนถามผมว่า ผมมีพ่อแบบไหน ทุกคนถามผมเกี่ยวกับพ่อ พ่อผมเป็นอย่างไรบ้าง แล้วพ่อของผมเกี่ยวกับอะไรกับตัวผมหรือ” จริงๆ คือทุกคนสัมผัสถึงหัวใจขวาที่ไม่ปกติ เลยถามเขาเกี่ยวกับพ่อ

เพราะพ่อสถิตอยู่ในจักระหัวใจขวา หลักการแห่งความเป็นพ่อ หากเสียหาย หากมีปัญหากับหลักการแห่งความเป็นพ่อ คุณจะมีปัญหานี้และปัญหาอื่นๆ อีกที่แม่ยังไม่อยากบรรยายโดยละเอียดตอนนี้ แต่คุณคงเข้าใจได้ว่า คนที่ไม่มีพ่อ เขาจะขี้อายหลบหน้า รวมถึงมีความประพฤติบางอย่าง รวมถึงคนที่ไม่รู้จักพ่อของตนเอง อาจกลายเป็นคนไม่คงเส้นคงวา หมกมุ่นในกามหรือยอมคนอื่นไปหมด หรืออาจเป็นคนหมกมุ่นอย่างลับๆ ก็เป็นได้
คนที่สูญเสียพ่อไปจะไม่มีปัญหาแบบนั้น แต่พวกเขาจะขาดคุณสมบัติบางอย่างที่พ่อจะมอบให้ หรืออาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาจะเลือกใช้ชีวิตที่จมอยู่ในความรู้สึกผิดหรือไม่มีความสุข หรืออาจะเข้มงวดกับลูกของตนมากเกินไป หรือใจดีแบบสุดโต่งจนลูกเสียคน อาจเป็นไปได้ทั้งนั้น มีปฏิกิริยาทั้งสองแบบ อาจจะให้ความรักมากเกินไปหรือเข้มงวดมากเกินไป อาจเป็นแบบไหนก็ได้ หรือคนนั้นอาจเป็นแบบนี้ หรืออาจจะถูกเข้มงวดมากในตอนเด็ก แล้วร่ำรวยมหาศาลในตอนชรา กลายเป็นบุคลิกภาพที่ไร้ความสมดุลอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น คนที่ไม่มีพ่อต้องรู้ว่า พ่อของตนคือพระราม และเขาไม่ควรกังวลกับสิ่งใด พระรามคือผู้ถือคันศรและท่านฆ่าอสูรมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้น เราจึงไม่ควรกลัวสิ่งใดๆ เลย ไม่ว่าพ่อจะไม่อยู่ตรงนั้น หรือเสียชีวิตไปแล้ว หรือมีเหตุการณ์ในทำนองนี้ ในทางตรงกันข้าม หากพ่อของตนเสียชีวิตไปแล้ว ก็ควรบอกกับพ่อว่าไม่ต้องเป็นห่วงสิ่งใด คุณสบายดี เพื่อที่ว่าคุณจะปล่อยให้พ่อสามารถพักผ่อนอย่างสงบสุข และบอกให้ท่านไปเกิดใหม่ ดีกว่าที่จะผูกท่านไว้กับโลกใบนี้

นี่คือหัวใจขวา ส่วนหัวใจซ้ายคือแม่ จริงๆ แล้วคือแม่ของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม นี่คือความเป็นแม่ ในความหมายที่ว่า หากแม่ของคุณไม่ดีกับคุณเลยหรือมีบุคลิกน่าขบขันอย่างสุดโต่ง หรือความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับแม่ไม่ดี ก็ขอให้ทราบว่ามีจะบางอย่างผิดปกติที่หัวใจซ้าย ซึ่งจะปรากฏชี้ชัดในตัวคุณเอง

ทั้งสองจุดนี้สำคัญมากสำหรับมนุษย์ หากสหจะโยคีตัดสินใจว่า “ฉันมีทั้งพ่อและแม่ พระเป็นเจ้าคือพ่อและแม่ของฉัน” ปัญหาทุกอย่างเหล่านี้จะถูกแก้ไขได้โดยง่ายในทันที แต่ในสหจะโยคะ สิ่งที่คุณ “คิด” จะไม่สำเร็จออกมา เหมือนกับหาคุณนั่งในรถแล้วคิดว่า “ฉันจะไปที่คอนนอร์ตเพลส” คุณก็จะไม่ได้ขยับไปไหน คุณต้องขยับมือของตน ในทำนองเดียวกัน ในสหจะโยคะ คุณต้องขยับมือ ชำระจักระ ทำให้จักระขึ้นสูงขึ้น ยกขึ้นมา ไม่ใช่ว่าสิ่งที่คุณ “คิด” จะมีความสำคัญในสหจะโยคะ ไม่เลย

คุณอาจคิดว่า “ฉันกำลังไปได้ดีในสหจะโยคะ ฉันดีมากแล้ว” แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เป็นประเด็นคือสิ่งที่คุณบรรลุถึงจริงๆ คือความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ ดังนั้น อย่างที่แม่บอกไป เหมือนกับรถยนต์ คุณไม่สามารถนั่งลงเฉยๆ แล้ว “คิด” แล้วงานจะสำเร็จ ในทำนองเดียวกัน คุณต้องทำให้เครื่องยนต์นี้หมุนไป และคุณต้องดูว่าคุณสร้างการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ควรจะต้องมี “คติ” (ทางเดิน จุดหมาย) ภายในตัวของคุณ มิเช่นนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาแต่พูดถึงสหจะโยคะ คิดถึงแต่สหจะโยคะ กรอกหูตัวเองว่าคุณคือสหจะโยคีผู้ยิ่งใหญ่ สิ่งที่คุณทำให้ปรากฏออกมาคือประเด็นสำคัญ สิ่งนี้อันคนจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่เข้าใจ คนจำนวนน้อยมากๆ เข้าใจว่าสิ่งนี้ต้องเปิดเผยออกมา จะต้องมี “การยานวิต” ไม่ใช่เอาแต่พูด พูด พูด พูด พูด ตั้งแต่เช้ายันเย็น

แม้แต่ตอนที่แม่พูด แม่ก็กำลังเปิดหัวใจของพวกคุณอยู่ จักระหัวใจ แม่กำลังทำงานอยู่ แม้แต่ตอนที่แม่พูด แม่ก็กำลังเปิด มันกำลังทำงานอยู่ คุณจะพบว่า ก่อนที่แม่จะพูดจบ จักระหัวใจของคุณจะเปิดออกแล้ว มันเป็นเช่นนั้นเพราะแม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ตอนที่แม่พูด แม่แค่มองว่าตรงไหนที่จักระติดขัด เกิดอะไรขึ้น แล้วแม่ก็จับประเด็นเหล่านี้ทั้งหมด พูดถึงเรื่องเหล่านี้ แล้วพยายามเปิดจักระออก

และนี่คือสิ่งที่วครจะเป็น แม้ว่าคุณกำลังพูด ก็ควรมี “การยานวิต” แม้ว่าตอนที่คุณเงียบและกำลังยกมือ ก็ควรมี “การยานวิต” ไม่ว่าสิ่งใดที่คุณทำ ก็ควรมี “การยานวิต” แม้ว่าคุณจะเหลือบมองผู้ใด ก็ควรมี “การยานวิต” ไม่ควรเป็นเพียงการบ่นพึมพำหรือพูดเร็วๆ แบบที่พวกเราเองก็ทำในบางครั้งตอนพูดถึงสหจะโยคะ

สิ่งที่มนุษย์กลัวมากที่สุดคือ พวกเขาทำความผิดไว้มาก ความผิดเหล่านี้มากเกินไปเสียจนพวกเขาจะไม่ได้รับการตระหนักรู้ พวกเขาจะถูกพิพากษา แล้วต้องตกนรก ไม่ใช่เรื่องจริงเลย ไม่ใช่เลย ไม่มีใครจะต้องตกนรก หากเขาไม่ต้องการ หากคุณอยากจะหยุด ก็สามารถหยุดได้ เวลาได้มาถึงแล้ว คุณจะได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาล ตลอดไป

ดังนั้น ขอให้พระเจ้าอวยพรพวกคุณ

เรื่องที่แม่สอนวันนี้ เกี่ยวกับว่า คุณควรเข้าใจความสำคัญของความมั่นใจ แต่ไม่ใช่ด้วยการกล่าวว่า “ฉันเป็นคนมั่นใจ” เพราะเมื่อคุณพูดออกมาแบบนั้น จริงๆ แล้วคุณเป็นพวกอีโก้ แต่หากคุณพูดด้วยไวเบรชั่น อย่างนั้นคุณคือคนมีความมั่นใจจริงๆ

ขอพระเป็นเจ้าอวยพรพวกคุณทุกคน

วันนี้ แม่ต้องขอโทษที่จะต้องไปร่วมรับประทานอาหารเย็น และจะไม่สามารถให้เวลาพวกคุณมาสัมผัสเท้าได้ เพราะเมื่อวาน น้องชายของแม่มาที่บ้านเพื่อจะกินข้าวเย็น และแม่ถึงบ้านตอน ๕ ทุ่ม น้องของแม่เลยกลับไปก่อนโดยไม่ทานอะไร วันนี้เขาจะมาอีก แม่หวังว่าพวกคุณจะให้อภัยแม่สำหรับเรื่องน้องชายได้ เพราะอย่างไรก็ดี แม่ก็ต้องดูแลมามาของคุณบ้างเหมือนกันบางครั้ง (เสียงหัวเราะ)

ขอพระเจ้าอำนวยพร

พรุ่งนี้แม่จะพูดเกี่ยวกับจักระวิศุทธิ และแม่จะเริ่มเวลา ๖ โมงครึ่ง แม่หวังว่าพวกคุณจะจัดให้สะดวกสำหรับแม่ เวลา ๖ โมงครึ่งเป๊ะ พรุ่งนี้เราจะเริ่มโปรแกรมตอน ๖ โมงครึ่ง

(คุณแม่ศรีมาตาจีพูดภาษาฮินดี)

คนที่ไม่ยอมเชื่อฟังจะทุกข์ทรมาน พวกคุณไม่ควรเป็นแบบนั้น เมื่อแม่ได้พูดแล้ว จะยังต้องมีอะไรอีก การเชื่อฟัง ทำไมถึงได้ยากนัก ทำไมการเชื่อฟังถึงกลายเป็นเรื่องยาก ก็แค่ลองที่จะเชื่อฟัง แล้วคุณจะพบว่า การเชื่อฟังมอบความมั่นใจที่แท้จริงให้กับคุณ การเชื่อฟัง การเชื่อฟังเท่านั้น ลองพยายามดู ลองพยายามที่จะเชื่อฟัง นี่เป็นเรื่องง่ายมาก และอย่างที่ได้พูดไปแล้ววันนี้ว่า ไม่ต้องสัมผัสที่เท้าแม่ก็ได้ สำหรับคนอินเดียนี่เป็นเรื่องยาก แต่สำหรับคนอังกฤษ ถ้าแม่พูดว่า “สัมผัสที่เท้าของดิฉัน” พวกเขาจะไม่ทำ แล้วจะย้อนถามว่า “คุณคือใคร” (คุณแม่ศรีมาตาจีหัวเราะ) พวกคุณหัวเราะพวกเขา แล้วพวกเขาก็หัวเราะพูดคุณ นี่คื่อสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นวันนี้พวกคุณเป็นคนอังกฤษ

ขอบคุณทุกคนมาก