8th Day of Navaratri and Talk After the Puja, What We Have To Do Within Ourserlves

Complexe sportif René Leduc, Meudon (France)

1984-09-30 Navaratri Puja Talk: What We Have To Do Within Ourselves, Paris, France, DP-RAW, 64' Add subtitles:
Download video (standard quality): Download video (full quality): Listen on Soundcloud: Transcribe/Translate oTranscribe


Ashtami Puja, Eighth day of Navaratri, Meudon, Paris (France), 30 September 1984.

วันนี้เป็นวันที่แปดของนวราตรี แต่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่วันหนึ่งของสหจะโยคี เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด นั่นคือเราได้ข้ามผ่านศูนย์พลังงานที่เจ็ดมาแล้ว และเราอยู่บนศูนย์พลังงานที่แปด เราไม่ต้องคิดว่า เทวีได้ทำอะไรในวันที่แปด เราต้องคิดว่า วันนี้เราต้องทำอะไรบ้างภายในตัวเราเอง

หลังจากผ่านวันที่เจ็ด หลังการข้ามพ้นจักรที่เจ็ด – นั่นคือการก้าวขึ้นอย่างแท้จริงในการพัฒนาจิตวิญญาณของคุณ เราทำอะไรในวันที่แปด?

มันช่างสหจะจริงๆ (โดยบังเอิญ) ที่ว่า วันนี้ควรเป็นวันอัษฏมี เพราะเป็นวันที่เทวีได้ฆ่าผู้กระทำบาปมากมาย อีกทั้งพวกปีศาจและพวกรากษส ท่านได้กระทำด้วยตนเองลำพังผู้เดียว ขณะนี้อำนาจชั่วร้ายกำลังแสดงตัวอยู่ในมนุษยชาติ พวกมันแผ่ขยายออก อยู่ภายในตัวเรา ดังนั้นเราทุกคนต้องต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นภายในตัวเรา สงครามอยู่ภายในตัวของพวกเรา ไม่ใช่ภายนอก ครั้งแรกเมื่อคุณขึ้นสู่จักรที่เจ็ด และคุณอยู่บนก้าวที่แปด คุณต้องจำไว้ก่อนอื่นว่า คุณต้องต่อสู้กับอำนาจเหล่านั้นภายในตัวของเราเอง

พวกคุณทั้งหมดเป็นคนฉลาด บางครั้งก็ฉลาดเกินไปสักหน่อย ดังนั้นสิ่งใดที่แม่พูดคุณอาจจะบิดเบือนไปเสีย และอาจจะพยายามใช้คำพูดของแม่ไปในสติปัญญาที่เป็นของคุณเอง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือถูกต้องสำหรับคุณ คุณต้องการใช้มันเพราะคุณคิดว่าคุณฉลาด และคุณอาจจะไม่รู้ว่าคุณกำลังใช้ความฉลาดของคุณในการเปลี่ยนแปลงคำสอนของแม่ และนั่นคือสิ่งที่คุณควรรู้ว่า อำนาจเหล่านี้กำลังแสดงตัวอยู่ภายในพวกเรา แสดงปฏิกิริยาผ่านทางความฉลาดของพวกเรา ผ่านอารมณ์ของเรา และผ่านร่างกายของเรา ดังนั้นเราต้องระมัดระวังอย่างมาก

เมื่อคุณก้าวขึ้นสู่สหจะโยคะ คุณต้องระวังความเฉลียวฉลาดของคุณเป็นอย่างมาก เพราะความฉลาดมีความสามารถในการหลอกลวง และมันก็จะหลอกลวงเรา ไม่ใช่ใครอื่น และยังต่อต้านเรา ต่อต้านพลังทั้งหลายของเราเอง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม และมองเห็นตัวเราเอง ทันทีที่คุณเข้าสู่ก้าวย่างที่แปด คุณควรจะตั้งต้นที่การมองเห็นตัวคุณเอง

ตอนนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อแม่กล่าวมนตร์ว่า “ข้าพเจ้าเป็นคุรุของตนเอง” ทันใดนั้น ความฉลาดก็ตรงมาเสนอบริการให้อย่างคล่องแคล่วทันที “อ้อ ฉันเป็นครูของตัวเอง แล้วทำไมจะต้องฟังใคร ทำไมต้องฟังผู้นำคนใด ทำไมต้องฟังคนที่แก่กว่า หรือคนที่เข้าใจสหจะโยคะได้ดีกว่า ฉันคือครูของตัวฉันเอง” มันเป็นอีกทางหนึ่งต่างหากความหมายก็ตรงตามคำพูดคือ “ฉันเป็นครูของตนเอง ฉันต้องแก้ไขตนเองให้ถูกต้อง ฉันต้องใช้เครื่องมือแห่งแสงสว่างนี้เพื่อแก้ไขตนเอง”
คราวนี้ ความฉลาดหลอกคุณอีก “คุณแม่พูดว่า ถ้าคุณรู้สึกถึงไวเบรชั่น ก็เป็นการถูกต้อง นี่ฉันกำลังรู้สึกมีไวเบรชั่น ฉันก็ใช้ได้แล้วซิ” หลอกลวงอีกแล้ว คุณกำลังหลอกตัวเอง เหตุผลคืออะไร? เหตุผลน่าสนใจมาก แม่เคยเห็นมนุษย์ธรรมดา –โดยเฉพาะคนตะวันตก– เป็นพวกที่ต่อต้านตัวเองอย่างหนัก แม่จะให้ตัวอย่างแก่พวกคุณ เมื่อคุณบอกคนบางคนว่า ถ้าจะไปสถานีรถไฟ ให้ไปตามถนนสายนี้ แล้วจะไปถึงสถานีโดยตรงเลย แต่ทันใดนั้น เขาจะพูดว่า “ปัญหาคือ ฉันจะตรงไปได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้ ฉันกำลังหันหลังให้สถานี ถ้าเดินตรงไป ฉันก็ต้องไปทางตรงกันข้าม” ช่างโง่อะไรเช่นนี้ แต่พวกเขาก็พูดกันแบบนี้ตลอดเวลา

ตัวอย่างเช่น คุณบอกพวกเขาว่า เขาจะสามารถขายรถได้มากขึ้น ถ้าไปที่ประเทศเยอรมนี แต่พวกเขาพูดว่า “มีปัญหาว่า เยอรมันอาจก่อสงครามขึ้นอีก ฮิตเลอร์อาจจะคอยฆ่าฉันอยู่ก็ได้” ปัญหาเหลือเชื่อบางอย่างที่คุณนึกไม่ถึง สามารถออกมาได้จากสมองสมัยใหม่นี้ และคุณจะต้องประหลาดใจ ที่คนพวกนี้ต่อต้านตัวเองอยู่ได้ตลอดเวลา

การสร้างภาพพจน์ทั้งหมดมันเป็นอย่างนั้นเพราะว่า ก่อนการตระหนักรู้นั้น คุณถูกแยกออกเป็นส่วนๆโดยสิ้นเชิง หัวใจของคุณต่อต้านสมอง และสมองต่อต้านตับ นี่เป็นเหตุผลที่พวกเขามีภรรยาสามแบบ แบบหนึ่งคือคู่รัก อีกหนึ่งเป็นชีวิตทางกาย และอีกคนหนึ่งคือภรรยา พวกเขาแตกแยกเสียจนทุกๆ เซลล์สามารถมีภรรยาหรือมีสามีได้ จมูกจะต้องการสิ่งอื่นๆ และมือก็ต้องการจะทำอย่างอื่น ส่วนลิ้นก็จะพูดอะไรอย่างอื่นออกไปอีก

เมื่อแม่ได้พบกับคนตะวันตก แม่ต้องเปิดพจนานุกรมหลายเล่ม เพื่อที่จะทำความเข้าใจสาเหตุที่เขามีพฤติกรรมที่แปลกขนาดนั้น พวกเขาต่อต้านตัวเองตลอดเวลา

ดังนั้น หลังจากการตระหนักรู้ นิสัยเหล่านี้จะมีความละเอียดมากขึ้น คราวนี้พวกเขาก็จะใช้สหจะโยคะ แสดงความต่อต้านสหจะโยคะเอง สหจะเป็นของง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่พวกเขาไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น พวกเขาต้องทำให้เป็นไปในทาง อสหจะ (ไม่ใช่สหจะ) โดยสิ้นเชิงอยู่เสมอ

มีคนๆ หนึ่งในบ้านของแม่ ซึ่งทรมานจากปัญหาฝั่งซ้าย ดังนั้น แม่บอกเขาว่า คุณต้องจุดตะเกียง และเอาสิ่งไม่ดีออกให้หมดทุกๆ คืน เรามีน้ำมันถังใหญ่ในบ้าน เขาไม่กินไม่นอน เขาเผาน้ำมันทั้งหมดภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ เขาทำผ้าห่มดำ ผนังทุกด้านดำ และเผาผ้าม่านไปหมดด้วย เมื่อแม่กลับมา หลังจากแปดวันผ่านไป แม่พูดว่า คุณทำอะไรลงไป และเขามองดูเหมือนภูตจริงๆ เขาพูดว่า “ผมกำลังกำจัดภูต” แม่พูดว่า “พอกันที” ดังนั้นเขาพูดว่า “คุณแม่เป็นคนบอกผมเอง” แม่พูดว่า ขอบคุณพระเจ้าที่คุณไม่เอาไฟกองใหญ่มาเผาบ้านนี้หมดทั้งหลัง

ดังนั้น แม่ต้องระวังมากเวลาที่แม่พูดกับคุณ เมื่อไรก็ตามที่แม่บอกให้ทำอย่างหนึ่ง แม่ต้องรีบบอกอีกด้านหนึ่งทันที เพราะแม่ไม่ต้องการ – ถ้าแม่บอกคุณด้านนี้ คุณก็ไปอีกด้านหนึ่ง ไปสุดๆ อีกด้านหนึ่ง แม่เคยเห็น ความบ้าคลั่งและโง่เขลาเช่นนี้มากมาย

และวันนี้ เมื่อแม่กำลังจะคุยกับพวกคุณเกี่ยวกับ วินัย แม่ต้องบอกคุณว่า “วินัย ต้องเป็น สหจะ” คราวนี้หมายความว่าอะไร นั่นคือ อย่างแรกที่สุด “เผชิญหน้ากับตนเอง” สิ่งที่แม่พบในความคิดของคนตะวันตก เพราะ ว่าอีโก้ไม่อาจมีวินัยในตัวของมันเอง ถ้าคุณบอกพวกเขาว่า คุณต้องมีวินัย เขาคิดว่า แม่กำลังสร้างกองทหารขึ้นในพวกคุณ ความจริงมันก็คือ “การต่อสู้” การต่อสู้กับตัวคุณเอง คุณจะสู้ได้อย่างไร ถ้าคุณไม่มีวินัย

ทีนี้ถ้าแม่พูดว่า คุณต้องตื่นแต่เช้า อาบน้ำ แล้วนั่งลงทำสมาธิ แบบสหจะโยคะ คุณต้องพูดกับตัวเองเรียบๆ ว่า “มาเถอะ ตอนนี้คุณต้องตื่นเช้า” แบบสหจะโยคะ วิธีที่คุณหมุนพวงมาลัยล้อรถของคุณนั่นเอง

ดังนั้น แม่คิดว่าสิ่งที่คุณทำ ก็คงจะไม่นอนตลอดทั้งคืน อาจเป็นไปได้ นี่คือความมากเกินไปที่ไม่เข้านอนเลย แล้วลุกขึ้นมาตอนตีสอง ทำเสียงรบกวนคนทั้งบ้าน ใส่น้ำเต็มอ่าง และเต็มบ้านไปหมดด้วย นั่งลงแช่ในน้ำ แล้วก็เป็นหวัด ไม่สบาย นี่เป็นสิ่งที่เหลวไหล ทำไม เพราะคุณต้องการจะอวด หรือ อาจจะต้องการทำร้ายตัวเอง ทั้งสองอย่างเป็นการกระทำที่ผิด อะไรก็ตามที่ต้องทำ คือ ต้องทำในวิธีที่น่าเพลิดเพลินที่สุด คุณจะกระทำเพียงชำระล้างสิ่งสกปรก หรือว่า คุณจะล้างจนเสื้อผ้าฉีกขาดหมด

แต่วันนี้ ขณะที่แม่เห็นผู้คน –โดยเฉพาะคนฝรั่งเศส สหจะโยคีชาวฝรั่งเศส– แม่คิดว่ายังขาดวินัยอยู่ แม่ประหลาดใจมากทีเดียว สิ่งแรกที่สะดุด คือคุณไม่สามารถจัดการเงินภายในจำนวนที่จำกัดไว้ได้ – แม่หมายถึงเรื่องการเงิน มันกระทบกระเทือนคุณที่สถานะทางการเงิน อย่างเช่น ในห้องมีแสงสว่าง แต่ไม่มีใครดับไฟฟ้า มีสวิตช์สำหรับปิดไฟ เป็นสิ่งที่ทำได้ แม่หมายความว่า ใครๆ ก็ต้องรู้ และใบเสร็จที่เรียกเก็บเงินก็เพิ่มสูงโดยไร้ประโยชน์ นี่เป็นการไม่รับผิดชอบ ขาดความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง เงินจะต้องถูกใช้จ่ายก็หมดเปลืองเปล่า และสำหรับพวกเรา มันสำคัญที่เราควรมีชีวิตอยู่อย่างใช้จ่ายแบบสมเหตุสมผล – อย่างแรก แม่จะพูดถึงวินัยข้อใหญ่ – ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เมื่อบางคนพูดว่าทำไมไฟฟ้าจึงยังเปิดอยู่ ในทันทีเขากลายเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก พวกเขาพูดว่า “ฉันคือ แสงสว่าง” และแล้ว คุณก็ไม่ควรมีไฟฟ้าอีกต่อไป ไม่มีความจำเป็นต้องมีไฟฟ้า ประหยัดไฟฟ้าทั้งหมด แสงสว่างทั้งหมด คุณเป็นดวงอาทิตย์ ดังนั้นคุณก็ไม่ต้องการความร้อนใดๆ ด้วย

นั่นคือวิธีที่สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องตลก คนต้องเข้าใจว่า จุดหลักเราต้องมีวินัย เป็นสิ่งแรกสุด เรากำลังอยู่ใน “ฝรั่งเศส” ไม่ใช่บนภูเขาหิมาลัย ดังนั้น เมื่อคุณอยู่ในฝรั่งเศส เราต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับการอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส

จุดหมายหลักอย่างที่สอง คือ มีคนมากมายที่ไม่ทำงานอะไรเลย เป็นการดำรงชีวิตแบบฮิปปี้ หรือ ทำงานสักสองสามวัน และช่วงเวลาที่เหลือเขาทำอะไรกัน? พวกเขาพูดว่า เราทำสมาธิ หมายความว่าอะไร? พวกเขาหลับแล้วก็กรนไงล่ะ คุณไม่ต้องการเวลา ๒๔ ชั่วโมงสำหรับทำสมาธิหรอก พวกคุณทุกคน “ต้อง” มีงานทำ งานประจำด้วย มีคนบอกแม่ว่า ผู้หญิงจำนวนมากไม่ทำงานตั้งแต่แต่งงาน พวกเธอพูดว่า “ปล่อยให้สามีทำงานเถอะ” นั่นผิดมาก ถ้าคุณมีลูก ก็ไม่เป็นไรสำหรับระยะหนึ่ง แต่พวกคุณทั้งหมดต้องทำงานทุกวัน จริงๆ แล้วมันไม่มีวันหยุดพักผ่อนสำหรับพวกเราเลย

พระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นในหกวัน และวันที่เจ็ด พระองค์ทรงพัก แต่วันที่แปด พระองค์ทำอะไร?
พระองค์เริ่มให้การตระหนักรู้ “อย่างไม่ย่อท้อ” ทำงานอย่างหนัก คุณคงแทบไม่เชื่อว่า ในวัยขนาดนี้ แม่เดินทางมากมายเพียงใดในสองเดือนที่ผ่านมา ทุกคืนแม่นอนตี ๒ ตื่นขึ้นตอน ตี ๕ แม่ไปอเมริกา กลับมาจากที่นั่น แล้วไปทั่วทั้งประเทศอังกฤษ หนึ่งเดือนเต็มที่แม่เดินทาง –จากเหนือจรดใต้ ตะวันออกไปตะวันตก เดือนหน้าก็จะไปสวิตเซอร์แลนด์ ไปเซอร์มัท แล้วไปออสเตรีย มิวนิค กลับมาลอนดอน จากนั้นไปอิตาลีกลับมาลอนดอน มีพิธีบูชาที่นั่น แล้วกลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง กลับมาลอนดอนอีก แม่ต้องย้ายบ้าน เก็บของทั้งหมด กลับไปอินเดีย ไปฮ่องกง ไปเมืองจีน กลับมา และแล้วไปดูแลอาศรมของพวกคุณในอินเดีย ๖ วัน แล้วกลับมาอีก แล้วก็ไปอเมริกา . . . . . นี่แหละ สิ่งที่แม่ของพวกคุณกระทำในวัยนี้ เมื่อคืนนี้ พวกเราเข้านอนตอน ตี ๓.๓๐ แต่พวกเขาบอกเราว่า มันเร็วไปชั่วโมงหนึ่ง ดังนั้น เราบอกว่า ตกลง เช้าไปชั่วโมงหนึ่ง ดังนั้น เราจึงเข้านอนตี ๒.๓๐ แต่พวกคุณต้องทำตัวให้ได้อย่างนี้ เพื่อที่จะอดทนได้กับความลำบากตรากตรำทุกประเภท

คุณรู้ว่า ในสหจะโยคะไม่อนุญาตให้มีการว่างงาน ไม่อนุญาตให้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล คุณจะประหลาดใจ ที่ในอังกฤษเรามีคนว่างงานจำนวนสูงที่สุดในโลก แต่ไม่มีสหจะโยคีที่ว่างงาน เวลานี้ คุณทั้งหมดต้องหาเลี้ยงชีพให้เพียงพอ เพื่อใช้จ่ายในความเป็นอยู่ของคุณไม่ควรมีใครเป็นกาฝาก

เดี๋ยวนี้พวกเยาวชนที่ไร้การศึกษา ซึ่งไม่มีงานอื่นดีกว่าการใช้แรงงาน หรือที่เรียกว่า คนเก็บขยะ ต้องนำไปฝึกงานพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เชี่ยวชาญงานบางประเภท ไม่เช่นนั้นคนจะคิดว่า สหจะโยคะ เป็นกลุ่มขอทานกลุ่มหนึ่ง ว่างงาน และน่าเวทนา

แต่คุณก็เห็นว่า เมื่อคุณกลายเป็นคุรุของตนเอง คุณคิดว่าคุรุทุกคนไม่ได้ทำงาน สาวกของพวกเขาต้องเป็นผู้ทำงานทั้งหมด คุรุนั่งอยู่ในที่แห่งหนึ่ง สาวกช่วยกันดูแล แต่ไม่ใช่คุรุของคุณ คุรุของพวกคุณทำงานหนักมาก ดังนั้นคุณต้องอยู่ในรูปแบบเดียวกับที่คุรุของคุณ

และที่ได้ยินมา “ไม่มีใครฟัง คุณบอกพวกเขาแล้ว เขาก็ไม่ทำ เขาเป็นพวกที่เกียจคร้าน” นั้นน่าเศร้ามาก บางครั้งบางคนก็พูดว่า นี่คือคณะของคนกินดอกบัว หรือเป็นขอทานจำพวกหนึ่ง หรือคนโรคเรื้อน ผู้ซึ่งทุกข์ทรมานจากโรคร้ายที่น่าขยะแขยง และแล้วแม่รู้สึกถูกสบประมาท “สุดขีด” คุณรู้ว่า พวกคุณเป็นลูกๆ ของแม่ ผู้คนจะนับถือพวกคุณ หรือนับถือแม่ได้อย่างไร ถ้าคุณไม่มีวินัย?

สำหรับคนฝรั่งเศส แม่ควรพูดว่าพวกเขาควรปฏิบัติ เมานะ ‘Mauna’ หมายถึง ความเงียบ เมื่อใดที่พวกเขาเปิดริมฝีปาก พวกเขาก็จะจ้อไปเรื่อยราวกับนกตัวหนึ่ง แม่เคยเห็น จุ๊กจิ๊ก จุ๊กจิ๊ก ตลอดเวลา คุณควรแลกเปลี่ยนกับคนอังกฤษ พวกเขาไม่เคยคุยกัน ต้องให้กระแทกศีรษะเสียก่อนจึงจะพูด คุณถามเขาสิบคำถาม และเขาจะไม่พูดเลยสักคำ เขาเพียงแต่ “จ้องดู” นี่เป็นพวกสุดโต่งสองแบบ ที่แม่ไม่สามารถเข้าใจได้

ขณะนี้เป็นการดีที่จะสงบเงียบ หรือมันเป็นการยากสำหรับพวกเรา ที่จะพูดจาให้เป็นที่พอใจ สำหรับผู้อื่น ดังนั้น มนตร์บทแรกควรเป็น “คุณแม่ช่วยสอนสิ่งที่ดีให้เราไว้พูดกับคนอื่น” “พรุ่งนี้หรือวันนี้ฉันควรพูดอะไรที่ดีๆ – เอาเป็นว่าวันนี้ – เมื่อฉันตื่นนอน ฉันควรพูดอะไร? อะไรจะนำสันติมาสู่ผู้อื่น?” แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่เคยเลย มีแต่คิดว่าในตอนเช้าฉันจะเริ่มด้วยช้อนโตๆ ตีทุกคนให้ “ตื่น ตื่น ตื่น”

วินัย ต้องมาจากภายในของคุณเอง
ไม่ต้องมีใครมาบอกคุณหรอก และถ้ามีคนบอก คุณก็รู้สึกน้อยใจ ดังนั้น แม่ไม่รู้จะบอกอย่างไรถึงเรื่องทั้งหมดนี้ ให้เข้าไปอยู่ในหัวใจ ไม่ได้ล่องลอยอยู่ในอากาศ วินัยที่มาจากภายใน ก็เหมือนกลิ่นหอมของดอกไม้ ให้ความอิสระที่สมบูรณ์แก่คุณ และให้อิสรภาพแก่ผู้อื่นด้วย

ดูนะ แม่จะพูดว่า แม่มีนิสัยบางอย่างที่ไม่ดี หรือนิสัยที่ดี สมมุติว่าแม่มีกุญแจดอกหนึ่ง ซึ่งเป็นของที่เห็นชัดมาก กุญแจ ไม่ว่าในกรณีใด แม่ก็จะไม่วางไว้ตรงโน้นตรงนี้ แม่จะวางไว้ในที่ที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อกุญแจหายไป แม่ก็แน่ใจว่ามันหายไปโดยบางคน ไม่ใช่เพราะแม่ แม่แน่ใจเรื่องนี้ เพราะแม่รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี แม่ไม่สามารถวางไว้ที่อื่นได้ คุณล่ะ แน่ใจในตัวเองหรือเปล่า? เพราะว่าคุณไม่มีวินัย คุณย่อมไม่แน่ใจ

แม่ถามบางคนว่า “สบายดีหรือ?” . . . . . สับสน ทีนี้ถามว่า “นั่นคืออะไร? คุณได้รับการตระหนักรู้หรือไม่?” . . . เขามีความเมตตามากกับแม่เห็นไหม? เขาคิดเช่นนั้น

ตอนนี้เวลาก็เหลือน้อย และคุณก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ แม่ควรจะรู้สึกอย่างไร? ดังนั้น วันนี้เป็นวันที่แม่ของคุณชักดาบออกมาฆ่าศัตรูทั้งหมด และพวกคุณก็ต้องฆ่าศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในตัวของคุณเอง นั่นคือ ความไม่มีวินัย และ ไร้ความรับผิดชอบ

คนที่มีความคิดตลกๆ เห็นพ้องความโง่ กับ ความไม่มีวินัยของเขา แม่รู้จักสหจะโยคีคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้อาบน้ำมาอย่างน้อยหนึ่งปี และมีคนรายงานให้แม่ทราบ เมื่อแม่ถามเขาว่า “ทำไมคุณไม่อาบน้ำ?” เขาพูดว่า “ผมปล่อยวางแล้ว” ดังนั้น แม่บอกให้เขาไปอาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมาลัยพร้อมด้วยการปล่อยวางนี้ คุณเห็นไหม ว่าคนอื่นๆ รู้สึกยึดติด คนอื่นๆ รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ร่วมกับคุณ

คุณต้องมีเมตตาต่อผู้อื่น คุณต้องเรียบร้อยและสะอาด นี่เป็นของง่ายมาก ที่แม่ต้องบอกคุณเดี๋ยวนี้ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาดภายใน

ดังนั้น เรามาถึงด้านที่ละเอียดของสหจะโยคี คือ เรียบง่ายอย่างที่สุด คือความเมตตา คือการให้อภัย คือความรัก แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทั้งหมด คือการรับใช้พระเจ้า เรากำลังทำงานของพระเจ้า เราจะเหนื่อยได้อย่างไร? ความขยันกำลังเคลื่อนผ่านเข้ามาในตัวเรา ความเมตตานั้นมันช่างเต็มเปี่ยม ความรักนั้นสวยงามอย่างยิ่ง เราจะไม่กระทำได้อย่างไร เราควรจะรีบเร่งกระทำ แต่เราต้องรู้ว่า ความรักนี้มีความเร่งเร้า “มหาศาล” อยู่ภายในตัวเอง

ดังตัวอย่าง ถ้าคุณรักใครสักคน ถ้าคุณมีลูก คุณวิตกกังวลอย่างไรเกี่ยวกับลูก คุณต้องทำงานมากมายเพียงใดเพื่อเด็กน้อยคนนั้น ถ้าความเมตตาฉายชัด คุณจะเห็นโลกทั้งใบถูกสร้างสรรค์ออกมาจากสิ่งนี้ พระเจ้าสร้างจักรวาล โลกนี้ และพวกผู้คนเช่นคุณออกมาจากความเมตตาเท่านั้น เพียงความเมตตาของพระองค์ท่านประการเดียว

บางคนถามแม่ในวันหนึ่งว่า “ท่านแบกความปวดหัวนี้ไว้บนตัวท่านทำไม?” ความปวดหัว เป็นเรื่องที่ดีมาก เป็นภาระที่สวยงามอย่างยิ่ง เพราะว่ามีความเป็นไปได้อยู่มากมาย ดังนั้น คนต้องมองโลกในแง่ดี

แต่คุณจะตระหนักรู้ได้ เมื่อคุณมองโลกในแง่ดี คุณสั่งสอนผู้อื่น แต่ไม่ได้สอนตัวคุณเองว่า “ฉันต้องมีความรู้สึกที่ดีที่จะปรับปรุงตนเอง มองโลกในแง่ดีสำหรับความรักของฉันเอง นั่นคือรางวัล เป็นการให้ที่สุขใจมาก” คนเหล่านี้เติบโตเร็วมาก กุณฑลินีของเขาขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว พวกเขากลายเป็นบุคคลที่สวยงาม พวกเขาทำงานเป็นหลักการในสหจะโยคะ พวกเขาไม่เคยแตกแยก และไม่ทำตัวเป็นกลุ่มๆ พวกเขาไม่ใช้สหจะโยคะสำหรับถมอีโก้ของเขาให้เต็ม

ดังนั้นในวันนี้ วันอัษฏมี ซึ่งเป็นวันที่มีพลังอำนาจมาก คุณตั้งสมมติฐานว่า พลังภายในตัวคุณ ที่จะ “สามารถ” ต่อสู้เชื้อโรคร้ายภายในตนเองได้ “และสำหรับผู้อื่น ฉันก็จะมีความเมตตา และความรัก ‘ฉัน’จะเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ “คนอื่น” นี่คือจุดที่เรามักจะผิดพลาด เราชอบคิดว่า “คุณแม่กำลังสอนคนอื่นอยู่ ไม่ใช่ฉัน”

และความเมตตานั้น จะนำมาโดยตรงซึ่งความงามของสหจะโยคะ

มีกฎแห่งสวรรค์ที่แน่นอน และคุณไม่สามารถข้ามพ้นไปได้ ถ้าคุณข้ามไป แม่ก็ไม่สามารถช่วยคุณได้เลยแม้แต่น้อย ทีนี้ถ้าคุณพูดว่า “ฉันจะใส่พริกเข้าไปในตาของฉันเดี๋ยวนี้ และมันไม่ควรแสบร้อน” แม่ไม่อาจช่วยคุณได้ สิ่งใดก็ตามที่เป็นกฎของสวรรค์ คุณต้องทำตามนั้น เช่น ในฝรั่งเศส ถ้าคุณขับรถชิดขวา คุณจะตกลงไปในน้ำ . . . . . คุณขับรถเป็นใช่ไหม? ดังนั้น ถ้าคุณขับชิดซ้ายที่นี่ แม่ก็ลำบากละ แม่ต้องพูด เพราะแม่ไม่ค่อยเข้าใจกฎของมนุษย์ดีนัก เช่นในอังกฤษ กฎก็แตกต่าง ในฝรั่งเศสเป็นอีกอย่างหนึ่ง ในอเมริกาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผู้คนที่น่าขัน

แต่ในอาณาจักรแห่งพระเจ้า –ทุกหนทุกแห่งเป็นกฎเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฝรั่งเศส หรืออังกฤษ หรืออินเดีย กฎเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในโลกนี้ หรือบนดวงจันทร์ หรือบนดาวพฤหัส กฎเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือธรรมชาติ ก็เป็นกฎเดียวกันหมด แต่คุณรู้กฎหมาย คุณเป็นคนขับรถ คุณต้องระวังตัว ถ้าคนขับไม่รู้กฎหมายจราจร พระเจ้าก็ต้องคุ้มครองผู้โดยสารแล้ว

ดังนั้น คนต้องรู้ว่า นี่คือกฎของสววรค์ ซึ่งเราต้องอยู่ด้วยความนับถือตนเอง เราต้องมีความบริสุทธิ์ ต้องมีเกียรติยศ เราไม่สามารถขโมยเงินหรือสิ่งของ หรือเป็นกาฝาก เราไม่สามารถฆ่าผู้อื่น ทุบตีผู้อื่น หรือพูดจาแข็งกระด้างกับผู้อื่น เขาทั้งหลายก็เหมือนกับเรา และที่เรามีความนับถือ สำหรับทุกคนที่มีความสูงส่ง สำหรับนักบุญทั้งหลายที่เป็นสหจะโยคี และสำหรับผู้นำทั้งหลายซึ่งเป็นผู้แทนของแม่ ด้วยสิ่งนี้ทั้งหมด เราจึงเป็นคนที่แตกต่างออกไป เราเป็นเชื้อชาติที่แตกต่าง เราเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความดีมีศีลธรรม มีความชอบธรรม และเราภูมิใจที่เป็นเช่น นั้น เราแน่ใจในทุกสิ่ง เรารู้เกี่ยวกับทุกๆ สิ่ง และเราเป็นบุคลาธิษฐานแห่งความเมตตา แห่งความรักของพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่เราเป็น เราไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ

แม่ถามเด็กคนหนึ่งว่า “ใครเป็นเพื่อนของหนู?” เธอตอบว่า “มีคนเดียว” แม่ถาม “ทำไมล่ะ?” “เพราะว่าเธอเป็น สหจะโยคินี นอกนั้นเป็นคนธรรมดา” “ครูล่ะ เป็นไงบ้าง?” “ธรรมดามาก” “แล้วครูใหญ่ของหนูล่ะ?” “ยิ่งธรรมดาที่สุด” และแล้ว แม่เอารูปของนายกรัฐมนตรีให้ดู เธอมองดูและแปลกใจมาก เธอพูดว่า “นี่ยิ่งธรรมดากว่าครูใหญ่เสียอีก” เธอพูดอย่างน่ารังเกียจมาก “คุณแม่ ทำไมถึงเก็บรูปแบบนี้ไว้กับตัวคะ” นั่นคือสิ่งที่เราเป็น พวกเด็กๆ เข้าใจมากกว่าเรา ใช่ไหม?

เพราะว่าสมองของเราต่อต้านเราในบางคราว สมองที่พัฒนามากเกินไป ดังนั้น เมื่อวานนี้แม่เห็นคนหลายคนมีปัญหาที่เอกาทศะ (Ekadasha) แม่รู้สึกประหลาดใจ ดังนั้นแม่บอกให้เขาพูดแต่เพียงว่า “คุณแม่ ท่านอยู่ในศีรษะของข้าพเจ้า” เพราะเราไม่มีความเฉลียวฉลาด เราเรียบง่ายเกินไป พวกคุณทั้งหมดควรเป็นคนเรียบง่ายอย่างแม่ บุคคลที่เรียบง่ายโดยสิ้นเชิง นี่แหละ มีประสิทธิภาพมาก

ตอนนี้แม่คิดว่า แม่ครอบคลุมหมดทุกจุดแล้ว แต่ถ้าคุณมีคำถาม คุณก็ถามได้ในวันนี้

คำถาม : คุณแม่ พวกเรารู้สึกที่จักรเดียวกัน รู้สึกที่ขามากกว่าที่นิ้วมือ
คุณแม่ : เป็นเพราะว่าความเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้อยู่ที่นั่น คุณต้องเข้ากลุ่ม คุณต้องรวมเป็นหนึ่งกับกลุ่มให้มากขึ้น ร่างกายต้องเป็นหนึ่งเดียวกับกลุ่มมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าคุณไม่เป็นคนที่ร่วมกลุ่ม บางครั้งคุณจะมีความรู้สึกแค่ตามขา บางครั้งก็แค่บนฝ่ามือ บางครั้งรู้สึกแค่ข้างในศีรษะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี คุณควรจะเป็นส่วนรวมมากขึ้น คุณควรพบปะผู้คนให้มากขึ้น สนใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เห็นไหม ร่างกายของคุณจะไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จนกว่าคุณจะใช้ร่างกายนั้น

เนื่องจากคุณทำส่วนตัว คุณจึงไม่ได้พัฒนาความเป็นส่วนรวม เพราะคุณจะไปใช้ที่ไหน คุณแก้ไขตนเองเพื่อที่จะไปให้ผู้อื่น และถ้าคุณไม่มีการให้ออกไป ถ้าคุณไม่ปฏิบัติการอย่างเป็นส่วนรวม ก็จะไม่มีการหมุนเวียน

ตัวอย่างเช่น มีผลไม้ผลหนึ่ง และคุณเด็ดมาจากต้น ปล่อยให้สุกข้างนอก ผลไม้จะเน่าอย่างเร็ว แต่ถ้าผลติดอยู่กับลำต้นจนสุกด้วยตัวของมันเอง มันก็จะเติบโตเอง ก็จะให้คุณสมบัติที่ถูกต้องแก่ตัวมันเองและแก่ต้นไม้ รสชาติย่อมจะอร่อยกว่า และคนที่มาอยู่ใต้ต้นไม้ก็จะได้รับผลของต้นไม้นั้นด้วย แต่ผลไม้ที่ถูกแยกไว้ต่างหาก จะสูญหายไปในเวลาไม่นาน นั่นคือเหตุที่คนเราควรรวมเป็นหมู่คณะ

คำถาม : คุณแม่ เราจะพัฒนาการแยกถูกผิดให้ดีขึ้นได้อย่างไร?
คุณแม่ : การแยกถูกผิดผ่านทางจักรฮัมสะ ที่ฮัมสะ (ระหว่างคิ้ว) นั้นเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก ในทางกาย เราใช้กี(เนยบริสุทธิ์)หยดเข้าไปในจมูก ส่วนทางด้านอารมณ์ คนเราไม่ควรร้องไห้มากเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง ชอบวุ่นวายอยู่กับการร้องไห้ บางทีแม่เองก็รู้สึกคล้ายจะร้องไห้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ยากมาก ดังนั้น บางทีผู้ชายก็ร้องไห้ได้เหมือนกัน

ทีนี้ในด้านจิตวิญญาณ การพัฒนาการแยกถูกผิด – โดยการมีสติรับรู้พลังไวเบรชั่น เมื่อไวเบรชั่นของคุณได้รับการพัฒนา และแล้วคุณย่อมมีการแยกถูกผิดเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เปรียบเสมือนกับคุณเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ มันต้องทำงานอย่างเต็มที่ และคุณจะแปลกใจว่าคุณเป็นคอมพิวเตอร์ชนิดไหน แม่จะยกตัวอย่างของวอร์เรนให้พวกคุณฟัง เดวิดสามีของแพท โพรล ได้มาวัดพื้นที่ที่บ้านของแม่เพื่อทำธุระบางอย่างขณะที่วอร์เรนกำลังนอนหลับอยู่ เดวิดที่น่าสงสารกำลังทำงาน ส่วนวอร์เรนกำลังนอนหลับ และในความฝันของเขา เขาฝันว่า เขาได้ทำการวัดพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เขาลุกขึ้นมาบอกว่า บ้านนี้วัดเสร็จแล้ว. . . . เท่าไรหรือ? . . . . สามพันเก้าร้อย กับอีกสิบหกตารางฟุต . . . . และตรงกับที่เดวิด โพรลบันทึกไว้พอดี เดวิดที่น่างสงสาร ทำงานหนักมาก เพื่อวัดทุกสิ่งทุกอย่าง เขาตกใจจนพลัดตกจากเก้าอี้

วันนี้ แม่ก็ได้บอกกับ กีโด้ว่า แม่คิดว่า แม่ได้ใช้เงินไป สามร้อยแปดสิบปอนด์ กีโด้พูดว่า ไม่ใช่ แค่สามร้อยปอนด์เท่านั้น แม่ไม่เคยนับเงินเลยจริงๆ แม่เพียงแต่พูดออกไป และเมื่อเขาลองนับดูก็นับได้ สามร้อยเจ็ดสิบเก้า ซึ่งเมื่อรวมกับที่แม่ได้ให้เขาไปหนึ่งปอนด์แล้ว ก็เป็นสามร้อยแปดสิบพอดี เป็นความจริง และนั่นคือ คุณกลายเป็นคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร คณิตศาสตร์ทั้งหมดเข้ามาทะลุปรุโปร่งอยู่ในสมองของคุณ ช่างเป็นพลังแรงกล้าจริง

แต่ ก่อนอื่นใดทั้งสิ้น คุณต้องมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการอุทิศตน บุคคลบรรลุผลได้ด้วยสิ่งนี้

มีพรมากมายรอคอยคุณอยู่ เพื่อจะเปิดเผยชัดแจ้ง เพียงแต่คุณต้องมีความเพียรอันแน่วแน่ในการอุทิศตน และกล่าวคำอุทิศ

พระเจ้าทรงอวยพระพรแด่คุณ

ไวเบรชั่นมีพลังมหาศาลมากแล้ว แม่ไม่รู้ว่าหลังพิธีบูชาจะมีอะไรเกิดขึ้นกับแม่ เสร็จสิ้นพิธีแล้ว ดอกไม้เริ่มบานสะพรั่ง พวกคุณรู้ดี เหล่าดอกไม้ขยายกลีบผลิบาน