Mahashivaratri Puja, Detachment & Enlightenment of Brain Pandharpur (India)

มหาศิวะราตรีบูชา
ปันดาร์ปูร
๒๙ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗)
ในยุคสมัยนี้ แม้แต่สถานที่ซึ่งควรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ กลับกลายเป็นที่ซึ่งขาดความศักดิ์สิทธิ์อย่างถึงที่สุด สภาพการณ์ในทุกวันนี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเมื่อเราพยายามจะพัฒนาบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญยิ่ง กลับต้องทำเหมือนหน่ออ่อนของต้นไม้ที่ต้องแทงยอดขึ้นมาจากก้อนหิน หน่ออ่อนนี้จะต้องต่อสู้ฟาดฟันกับสารพัดสิ่ง ดังนั้นเราจึงต้องระวังรักษาสมองของเราไม่ให้ถูกกระทบจากสิ่งภายนอก เราต้องใช้วิจารณญาณทำความเข้าใจเกี่ยวกับทุกเรื่องและพยายามหาทางบรรลุเป้าหมายโดยใช้ความอดทนและความเข้าอกเข้าใจ ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
แม่คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราทุกคนเพราะสถานที่แห่งนี้คือที่สถิตของวิราฏ ของศรีวิฐละ สถานที่แห่งนี้ ศรีวิฐละปรากฎพระองค์ต่อหน้าบุตรชายกตัญญูที่อ้อนวอนขอให้พระองค์ยืนอยู่บนก้อนอิฐ พระองค์ทรงยืนรออยู่ที่นั่น ผู้คนเชื่อว่าพระองค์ยืนอยู่ที่นั่น บางคนก็บอกว่ารูปเหมือนของศรีวิฐละผุดขึ้นมาจากพระแม่ธรณีที่เป็นผืนทราย แต่ปุณฑรีกากษะยืนยันว่า “รูปเหมือนของศรีวิฐละเหล่านี้คือศรีวิฐละซึ่งปรากฎพระองค์ต่อข้าพเจ้าและบิดามารดาของข้าพเจ้า ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังมัววุ่นอยู่กับการดูแลบิดามารดา ศรีวิฐละจึงยืนรออยู่บนก้อนอิฐที่ข้าพเจ้าปาออกไป (และขอให้ท่านยืนรอที่นั่นก่อน)” เราจะต้องใช้สามัญสำนึกทำความเข้าใจเรื่องเล่าเก่าแก่นี้ ต้องเข้าใจว่าพระผู้เป็นเจ้าสามารถก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา เราเองซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นก็กำลังกระทำอย่างเดียวกับพระองค์ คือกำลังกระทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นปาฏิหาริย์สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่เมื่อสัก ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ถ้าจะว่าไป วันนี้เราได้เห็นปาฏิหาริย์ต่างๆ มากมายซึ่งมนุษย์เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วจะไม่มีทางคาดถึงได้ว่าพวกเราจะสามารถจัดพิธีบูชาขึ้นในถานที่อันแสนจะไกลโพ้นเช่นนี้ แต่ปาฏิหาริย์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพลังอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า และพวกเราก็เป็นส่วนเล็กๆ มากส่วนหนึ่งของการสร้างปาฏิหาริย์นั้น ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ และไม่ควรจะต้องได้รับการอธิบาย เพราะปาฏิหาริย์เหล่านี้อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะเข้าใจ หรือพระผู้เป็นเจ้าสามารถทำสิ่งใดก็ได้เพื่อให้มนุษย์รับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์
พระองค์สามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปยังทั้งสามมิติ แม้กระทั่งในมิติที่สี่ พระองค์ก็สามารถทำได้ตามความปรารถนา และนี่ก็คือสิ่งที่พวกคุณสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เกิดปาฏิหาริย์ให้พวกคุณได้เห็นกี่ครั้งกี่หนแล้ว แต่พวกคุณก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าปาฏิหาริย์เหล่านี้ทำงานอย่างไร ปาฏิหาริย์เหล่านี้สามารถส่งผลได้แม้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ผู้คนยังคงประหลาดใจว่าปาฏิหาริย์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่ได้ประสบพบเห็นปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้วยตนเองมาแล้ว พวกเราจึงต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นได้แล้วว่าพระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด
พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดก็ได้ทั้งสิ้นตามความปรารถนา ส่วนพวกเรานั้นเป็นเพียงละอองฝุ่นเมื่อเทียบกับพระองค์ เราไม่มีทางที่จะใช้เหตุผลในการเข้าใจปาฏิหาริย์ของพระองค์ได้ จะเป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีทางอธิบายได้ จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อพวกคุณได้บรรลุถึงสภาวะจิตที่มีศรัทธามั่นคงว่าพระผู้เป็นเจ้าคือผู้ทรงพลังอำนาจในทุกๆ เรื่องโดยผ่านประสบการณ์ของคุณเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ยากยิ่ง นั่นเป็นเพราะเรายังเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัด เรามีพลังอำนาจที่จำกัด เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมีพลังอำนาจในทุกๆ ด้านได้อย่างไร ก็เพราะตัวเราเองยังไม่อาจจะบรรลุสภาวะนั้น ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าที่เรากำลังพูดถึงซึ่งคือพระผู้สร้าง ผู้จรรโลงรักษา ผู้ปรารถนาให้พวกเรามีอยู่และพระองค์คือการดำรงอยู่ของพวกเรา คือพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงพลังอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด มีพลังอำนาจในทุกๆ ทาง พระองค์จะกระทำอย่างไรกับพวกคุณก็ได้ตามความปรารถนาของพระองค์ พระองค์จะสร้างโลกทั้งโลกขึ้นมาใหม่ก็ได้ พระองค์จะทำลายโลกใบนี้ทั้งใบลงก็ได้ สุดแท้แต่ความปรารถนาของพระองค์
ที่แม่ให้จัดพิธีศิวบูชาขึ้นที่ปันดาร์ปุระก็เพราะพระศิวะคือตัวแทนของจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณก็สถิตอยู่ในพวกคุณทุกคน โดยสถิตอยู่ที่หัวใจ บัลลังก์ของสทาศิวะนั้นอยู่ที่เหนือศีรษะของคุณ และในขณะเดียวกันก็สะท้อนอยู่ในหัวใจของคุณ ส่วนสมองของคุณคือวิฐละ ดังนั้นการนำจิตวิญญาณมายังสมองหมายถึงการรู้แจ้งของสมอง “การรู้แจ้งของสมอง” หมายถึง สมรรถนะที่จำกัดของสมองได้กลายเป็นสมรรถนะที่ไร้ขอบเขตจำกัดในการที่จะตระหนักรู้ถึงพระเจ้า แม่จะไม่ใช้คำว่า “เข้าใจ” พระเจ้า แต่จะใช้คำว่า “ตระหนักรู้ถึงพระเจ้า” ว่าพระองค์ทรงพลังอำนาจเพียงใด พระองค์ทรงเป็นปาฏิหาริย์ขนาดไหน และพระองค์ทรงยิ่งใหญ่เพียงใด อีกเรื่องหนึ่งคือ สมองของมนุษย์สามารถสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่เมื่อจิตวิญญาณเข้ามาประทับอยู่ที่สมองแล้ว มนุษย์เช่นพวกคุณก็จะสามารถสร้างสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมาได้ เป็นงานที่มีชีวิตของพลังกุณฑลินี แม้แต่สิ่งที่ไร้ชีวิตก็จะเริ่มทำตัวเหมือนมีชีวิต เพราะคุณสามารถสัมผัสถึงจิตวิญญาณในสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้
เช่นเดียวกับที่ทุกๆ อะตอมมีนิวเคลียสอยู่ภายใน แต่ละโมเลกุลก็มีจิตวิญญาณของโมเลกุลนั้นๆ และถ้าหากคุณกลายเป็นจิตวิญญาณแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่าสมองของโมเลกุลและอะตอมก็คือนิวเคลียส คือร่างกายของนิวเคลียส แต่สิ่งที่ควบคุมนิวเคลียสอีกทีก็คือ “จิตวิญญาณ” ซึ่งสถิตอยู่ภายในนิวเคลียสนั้น ขณะนี้พวกคุณสามารถสัมผัสรู้ รู้กายภาพของนิวเคลียสทั้งหมด และภายในนิวเคลียสนั่นก็คือ “จิตวิญญาณ”
ในทำนองเดียวกัน มนุษย์มีกายนี้ มีการสัมผัสรู้ถึงกายนี้ และเราก็มีนิวเคลียสอยู่ในตนเองก็คือสมอง และ “จิตวิญญาณ” อยู่ในหัวใจ ดังนั้น สมองถูกควบคุมสั่งการโดยจิตวิญญาณ ควบคุมอย่างไร? […]

โปรแกรมสาธารณะ New Delhi (India)

โปรแกรมสาธารณะ กรุงเดลลี (อินเดีย) ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖
วันนี้ แม่ต้องขอบคุณ Mr.Swanowaphala อีกครั้ง ที่ได้ร้องเพลงที่ไพเราะยิ่งเกี่ยวกับเทวี แม่ประทับใจมากที่แพทริกบอกพวกคุณว่า พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันต้องเป็นเช่นนั้น นั่นคือสัญลักษณ์ของสหจะโยคี ผู้บรรลุถึงความสูงส่งทางจิตวิญญาณในด้านความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น
จักระของเทวีตั้งอยู่ด้านหลังกระดูกทรวงอก บนแนวกระดูกสันหลัง จักระนี้ตั้งอยู่เหนือภวสาคร หรือวอยด์ ตามที่เราเรียกกันในสหจะโยคะ และสะพานที่เหล่าภักตะ ผู้แสวงหาความจริงต้องก้าวข้าม ได้รับการปกป้องจากเทวี ท่านคือคนที่ช่วยเหลือลูกๆ ให้ก้าวผ่านช่องทางนั้นได้ ในขณะที่พลังไม่ดีต่างๆ พยายามที่จะโจมตี
อย่างที่แม่ได้บอกไปแล้วว่า จักระนี้ตั้งอยู่ด้านหลังของกระดูกทรวงอก ในตอนเด็ก ภูมิคุ้มกันถูกสร้างขึ้นในกระดูกทรวงอก ภูมิคุ้มกันนี้ก็คือนักรบ คือทหารของเทวี ภูมิคุ้มกันเติบโตและเพิ่มจำนวนจนถึงอายุ ๑๒ ปี และในท้ายที่สุดก็ถูกแจกจ่ายไปทั่วร่างกาย และมนุษย์ก็ถูกสร้างให้สามารถเผชิญหน้ากับการบุกรุกจากภายนอกได้ ภูมิคุ้มกันเหล่านี้รู้จักวิธีการต่อสู้ มีความมั่นใจในตนเองอย่างยิ่งและรู้ว่าศัตรูของพวกมันคือใคร พวกมันได้รับข้อมูลเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่ถูกสร้างแล้ว ดังนั้น เมื่อมีสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะผ่านวิธีการใด เช่น อาหาร คำพูด การกระทำ คนที่ชั่วร้าย มนตร์ดำ ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะรวมตัวกันแล้วเข้าโจมตีผู้บุกรุกแบบเป็นทีม
คนที่จักระหัวใจมิได้พัฒนาขึ้นอย่างเหมาะสม ต้องทุกข์ทรมานจากความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยไปชั่วชีวิต ตอนที่พวกเขาเป็นเด็ก หากคุณพยายามควบคุมพวกเขาด้วยการทำให้กลัว เด็กเหล่านี้จะกลายเป็นคนที่รู้สึกกลัวอยู่ตลอดเวลา พวกเขากลัวความมืด พวกเขากลัวเวลากลางคืน บางคนก็กลัวไปหมดทุกอย่าง เพราะว่าภูมิคุ้มกันที่ถูกสร้างในร่างกายไม่มีจำนวนมากเพียงพอ และเมื่อจักระนี้อ่อนแอ เราจะรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย ในช่วงชีวิตต่อมา เมื่อเด็กเหล่านี้ไปโรงเรียนและพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่ออนาคตของตน ความมั่นใจของเขาก็อาจถูกทำให้สั่นคลอนได้โดยผู้ปกครอง ครูอาจารย์หรือคนภายนอก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้าใจเด็กๆ ที่กำลังเติบโตอยู่
ในโลกตะวันตก พวกเขาพยายามวิเคราะห์ทุกอย่างและพยายามแบ่งมนุษย์ออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ ประการแรก ในความคิดของพวกเขา เด็กๆ ไม่มีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และเห็นแก่ตัวเป็นอย่างยิ่งประการที่สองคือช่วงวัยรุ่น ซึ่งพวกเขาคิดว่าเป็นช่วงที่เอาแต่ใจตัวเองและใช้แต่อารมณ์ ในอินเดีย พวกเราไม่รู้จักว่ามีสิ่งที่เรียกว่าช่วงวัยรุ่นด้วย ตอนนี้ คนในช่วงวัยรุ่นรวมตัวกันแล้วเริ่มวิจารณ์และล้อเลียนกลุ่มผู้สูงอายุ สิ่งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนแรกพวกเขาล้อเลียนครูอาจารย์ จากนั้นก็ผู้ปกครอง จากนั้นก็ทุกคนที่สูงวัยกว่าพวกเขา พวกเขาเริ่มไปในทางใช้สมองอย่างสุดโต่ง เพราะพวกเขาดูโทรทัศน์และสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป และพวกเราเริ่มมีพฤติกรรมที่รุนแรงในแบบที่ผู้คนคาดไม่ถึงตั้งแต่อายุยังน้อย
แม่เคยมีบ้านอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 40 กิโลเมตร และทุกครั้งที่แม่เดินทางไปลอนดอน แม่ต้องได้เจอเด็กๆ ทำพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงที่ใดสักที่อยู่เสมอ มีอยู่วันหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งเข้ามาในตู้รถไฟ พวกเขาดึงเอาผ้าปูออกหมด แทงมีดเข้าไปบนที่นั่งแล้วเปิดเบาะออกหมด แม่นั่งดูพวกเขา แล้วถามว่า “ตอนนี้เหนื่อยกันรึยัง นั่งลงสิ มีปัญหาอะไร” พวกเขาตอบ “พวกเราโกรธมาก” แม่ถาม “โกรธอะกัน ทำไมถึงโกรธ” เขาตอบว่า “พวกเราแค่โกรธ” แม่ถามว่า “แต่เธอต้องโกรธอะไรสักอย่างสิ” พวกเขาเป็นเด็กๆ ที่ไปโรงเรียนดีๆ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดีๆ จากนั้น ตอนที่รถไฟหยุด แม่ก็ต้องเรียกคนเก็บตั๋ว และบอกเขาว่าเด็กเหล่านี้ได้ทำการป่าเถื่อนในตู้นอน และคุณเจ้าหน้าที่ควรจะมาดู เขาก็มาดูและกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องธรรมดา” แล้วหลังจากนั้นเขาก็พาเด็กกลุ่มนี้ออกไป
สิ่งเดียวที่แม่รู้สึกในตัวพวกเขาก็คือ พวกเขาทุกคนมีจักระหัวใจกลางที่อุดตัน บนทางเดินของกุณฑลินี พวกเขาอุดตันที่หัวใจกลาง แต่เมื่อพวกเขาเห็นแม่ พวกเขานั่งลง พวกเขานิ่งสงบ พวกเขาฟังแม่ แม่ได้จัดการจักระหัวใจกลางของพวกเขาให้สงบลง และพวกเขาส่วนมากกล่าวว่า “พวกเราโกรธแม่ของพวกเรา” “ทำไมล่ะ” “เพราะพี่ๆ น้องๆ ของพวกเราโกรธ” “แล้วทำไมพี่น้องของพวกเธอถึงโกรธล่ะ” แล้วแม่ก็ได้ค้นพบว่าฟรอยด์ได้ให้แนวความคิดแปลกๆ ที่ต่อต้านแม่ แม่ของตนเองเลยนะ พวกคุณนึกออกไหม ช่างเป็นกิจกรรมที่ต่อต้านพระเจ้าจริงๆ
สำหรับคนอินเดียแล้ว แม่คือสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับคนอินเดียทุกๆ คน เพราะความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยจะอยู่ที่แม่ แม้ว่าพ่อจะเป็นคนโมโหร้าย มักโกรธ แต่พวกเขาก็ยังพึ่งพาและอยู่กับแม่ เพราะว่าแม่คือคนที่รู้ว่าตอนไหนควรโกรธ ตอนไหนไม่ควรโกรธ แม่มีวิจารณญาณแยกแยะ และยังเป็นคนให้ความคุ้มครองด้วย
แนวคิดเรื่องแม่ถูกทำให้ผิดเพี้ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือในสังคมตะวันตก และนี่คือเหตุผลที่เด็กๆ ในประเทศเหล่านั้นรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย และเมื่อเขาโตขึ้น เขาก็จะรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยแบบสุดโต่งไปเลย คุณจะไม่เชื่อเลยว่า พวกเขาเอาแต่ขัดทองเหลือง ทำความสะอาดบ้านอยู่ตลอดเวลา แต่แม้แต่หนูสักตัวก็ไม่เข้าไปในบ้าน และถ้าเขาต้องคุยกับใครสักคน เขาก็ให้คนนั้นยืนข้างนอกและพวกเขายืนพูดจากด้านใน โดยเฉพาะในลอนดอน เพราะพวกเขารู้สึกกลัวจริงๆ ไม่มีใครอยากเชื่อว่า อังกฤษที่เคยปกครองพวกเรา เป็นกลุ่มคนที่ขี้กลัวมาก แต่พวกเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ พวกเขากลัวกันเอง พวกเขากลัวตัวเอง เหตุผลคือ จักระหัวใจกลางอ่อนแอมาก
แม่ได้บอกเหตุผลแรกไปแล้ว นั่นคือความไม่มั่นคงปลอดภัยในครอบครัว เด็กไม่รู้เลยว่า เมื่อพวกเขากลับมาจากโรงเรียนแล้ว แม่ของเขาจะยังอยู่บ้านหรือหายไปแล้ว พวกเขาไม่มีแม่ที่สามารถแบกรับหลายๆ สิ่งจากสามี มีรอยยิ้มและไม่แสดงถึงความทุกข์ทรมานใดๆ ให้ลูกเห็น แต่แม่ในประเทศนั้น เท่าที่แม่เคยเห็น มักจะพยายามใช้ลูกของตนด้วยวิธีการต่อรองทางอารมณ์ คุณอาจเรียกอย่างนั้นได้ พวกเขาพยายามทรมานลูกด้วยการบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่สามีทำกับตน รวมถึงปัญหาใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญหน้ากับสามี ดังนั้นๆ เด็กๆ จึงไม่ได้รับความมั่นคงปลอดภัยจากแม่ ในทางตรงกันข้าม เด็กเริ่มให้ความมั่นคงปลอดภัยแก่แม่ตัวเอง สิ่งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆ แล้วเด็กก็จะกลายเป็นคนที่ไปทางลบมากๆ และอยู่ในฝั่งซ้าย เขารู้สึกว่าเขาเกิดมาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความกลัวและความไม่มั่นคงปลอดภัย
เมื่อผู้ภักดีต่อพระเจ้ามาเกิดในประเทศเหล่านี้ พวกเขาก็เจอสถานการณ์แบบเดียวกัน เพราะพวกเขาคิดว่าต้องไปหาคุรุ เท่าที่เราเห็นมาจนถึงตอนนี้ คุรุทรมานพวกเขา สูบเงินพวกเขา สร้างความทรมานให้พวกเขา และบางครั้งก็ทิ้งเขาไว้ให้เหือดแห้งบนถนน
ในประเทศของเรา เทวีอวตารลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นับพันครั้งที่ท่านถือกำเนิดที่นี่ ที่ใดก็ตามที่ผู้ภักดีเรียกหาท่าน ในตอนที่พวกเขาถูกพลังไม่ดีต่างๆ โจมตี ท่านอวตารลงมาบนโลกนี้เพื่อช่วยเหลือพวกเขา ผู้คนในอดีตเคยยอมรับเรื่องเหล่านี้ แต่ไม่เคยยอมรับจริงๆ จากหัวใจเลย ผู้คนคิดว่านี่เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เทวีเสด็จลงมาบนโลกและพยายามช่วยเหลือผู้คนให้รอดพ้น พวกเขาไม่อาจเชื่อได้ว่า มีศักติที่สามารถลงมาเกิด ต่อสู้กับบรรดารากษสที่ชั่วร้าย กำจัดมันได้ และปกป้องคุ้มครองลูกๆ ผู้ภักดีจากความทุกข์ทรมาน เรื่องเหล่านี้มากไปสำหรับพวกเขาที่จะเชื่อ
แต่วันนี้ ในสหจะโยคะ คุณได้เห็นแล้วว่าเมื่อพลังกุณฑลินีตื่นขึ้นและหยุดอยู่ที่จักระหัวใจกลาง คุณต้องท่องมนตร์ว่า “จะกะดัมบา” (มารดาแห่งจักรวาล) แล้วกุณฑลินีจึงพุ่งขึ้นต่อได้ นั่นหมายถึง เทวีสถิตอยู่ในหัวใจกลาง และเมื่อท่านได้รับการบูชา กุณฑลินีจึงพุ่งขึ้นได้ จักระนี้มีทั้งหมด ๑๒ กลีบ แต่เทวีมี ๑๐๐๐ กร ๑๐๐๐ เนตร ท่านมีนาฑี (ช่องพลัง) ถึง ๑๖,๐๐๐ เพื่อดำเนินงานในแง่มุมต่างๆ สำหรับการรู้แจ้ง แต่สิ่งแรกที่ท่านต้องทำ ด้วยความเมตตา ความใจดี ความกรุณาและความอดทนของท่าน คือการดูดซับบาปทั้งปวง “ปาปวิโมจินี” บาปของเหล่ามนุษยชาติ
มีประโยคหนึ่งในไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่า “ค่าตอบแทนของความกลัวคือบาป” หรือคุณอาจพูดกลับกันได้ว่า “ค่าตอบแทนของบาปคือความกลัว” หากคุณมีความกลัว คุณกำลังทำบาปต่อจิตวิญญาณของตนและต่อพระเป็นเจ้า เพราะว่า หากพระมารดาทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด และท่านสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างให้คุณได้ คุณอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของท่าน แล้วคุณยังจะควรกลัวอะไรอีก นั่นหมายความว่าคุณไม่เชื่อว่าท่านมีพลังมากอย่างนั้นจริงๆ เมื่อใครสักคนมีความกลัว ศูนย์พลังนี้จะเริ่มเต้นเร็วขึ้น ส่งสัญญาณเป็นจังหวะไปยังภูมิคุ้มกันทั่วร่างกาย ด้วยกระบวนการนี้ คุณรู้สึกว่าเกิดอาการสั่นขึ้นในหัวใจ อาการสั่นนี้ก็คือสัญญาณที่ส่งไปยังภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้ด้วยการโจมตีแบบฉุกเฉินนั่นเอง
แต่สำหรับคนที่ความไม่มั่นคงปลอดภัยก่อตัวขึ้นภายหลังในช่วงชีวิต สิ่งนี้จะกลายเป็นปัญหากับร่างกาย หากเขามีความไม่มั่นคงในช่วงต้นของชีวิต นี่จะกลายเป็นปัญหาด้านอารมณ์ แต่หากเป็นระยะต่อมาในชีวิต เมื่อบางคนเริ่มมีความไม่มั่นคงปลอดภัยในลักษณะใดๆ ก็ตาม ตัวอย่างเช่น ภรรยารู้สึกไม่มั่นคงในเรื่องของสามี สามีที่เป็นคนไม่เอาไหนหรือคนไม่ดี และยังไปพัวพันกับผู้หญิงอื่น ดังนั้น ความเป็นแม่ของภรรยาคนนั้นจึงถูกท้าทาย และเมื่อความเป็นแม่ถูกท้าทาย จักระหัวใจกลางนี้ก็จะอ่อนแอลง ซึ่งจะทำให้เธอทรมานค่อนข้างมากและอาจจะเป็นมะเร็วทรวงอกได้ ความไม่มั่นคงปลอดภัยอาจเป็นเพียงจินตนาการที่สร้างขึ้นเองก็ได้ ผู้คนอาจจะคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาและสร้างไม่มั่นคงขึ้นในตัวเอง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
ความกลัวเหล่านี้มีมากกว่าในโลกตะวันตก เพราะชีวิตในโลกตะวันตกไม่มีแก่นสาร ไม่มีคำอธิบาย ไม่ว่าคุณจะถามอะไรพวกเขา เขาก็จะตอบว่า “แล้วผิดด้วยหรือ” สามีจะตอบว่า “แล้วผิดด้วยหรือ” ในการมีภรรยาน้อย ภรรยาก็จะตอบว่า “ไม่เป็นไร หากเขาต้องการ ก็ให้เขามีไป” ในอินเดีย ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะทนกับเหตุการณ์เช่นนั้น เขาจะอดอาหาร เขาจะทำทุกอย่าง แต่จะไม่สัมผัสตัวผู้ชายที่มีภรรยาน้อยเลย
ดังนั้น พื้นฐานของความเข้มแข็งของผู้หญิงอินเดียอยู่ที่ความบริสุทธิ์ทางเพศของพวกเขา ความบริสุทธิ์ทางเพศของผู้หญิงอินเดียยิ่งใหญ่มากเสียจนไม่มีสิ่งใดสามารถขัดขวางพวกเขาได้ตราบได้ที่พวกเขายังมีความบริสุทธิ์ทางเพศอยู่ แต่หากพวกเขาไม่มีความบริสุทธิ์นี้ ความกลัวจะหยั่งรากลึกได้เร็วมาก ความบริสุทธิ์ทางเพศคือความเข้มแข็งของผู้หญิง และนั่นคือเหตุผลที่ ผู้หญิงที่มีความกลัว ส่วนมากจะมีปัญหาว่า ความบริสุทธิ์ของพวกเขาถูกท้าทาย ผู้หญิงที่กลัวว่าความบริสุทธิ์ของตนอาจถูกรบกวน ก็อาจจะทำให้มีปัญหากับจักระหัวใจได้ ผู้หญิงเหล่านั้นอาจเป็นมะเร็งทรวงอก มีปัญหาในการหายใจ และรวมถึงโรคภัยที่น่ากลัวอื่นๆ ในระดับของอารมณ์ด้วย
จักระนี้จะถูกทำลาย หากผู้หญิงคนนั้นสูญเสียลูกที่มีอยู่เพียงคนเดียวไป เพราะว่าเขาจะรู้สึกว่า ความเป็นแม่ได้จบสิ้นลงไปแล้ว และนั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิง ถ้าเขาเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่หากเขาไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ ก็จะไม่รู้สึกอะไรมากนัก และเขาก็จะมีพฤติกรรมในแบบที่เป็นผู้ชายมากๆ และนี่คือสิ่งที่แม่เห็นในโลกตะวันตก ผู้หญิงไม่ได้ใส่ใจอะไรนักหากลูกของตัวเองเสียชีวิต แต่นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้หญิงอย่างแท้จริง หากคุณเป็นผู้หญิง คนจะต้องมีความรู้สึกต่อลูกๆ และการเสียชีวิตของพวกเขา แต่หลังจากเวลาผ่านไป ผู้หญิงที่แท้จริงเหล่านั้นก็จะกลับมาอีกครั้งและยอมรับชีวิตในแบบที่มันเป็น เพื่อสามีของเธอเอง หรืออาจจะเพราะเธอมีลูกคนอื่นๆ หรือญาติๆ คนอื่นๆ เธอจะกลายเป็นคนที่มีพลังอย่างยิ่ง อันเป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ได้เคยเกิดขึ้นกับเธอ
แต่สิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อจักระหัวใจของคุณอยู่ในภาวะปกติ ผู้หญิงเหล่านั้นไม่แค้นเคือง ไม่บ่น สงบเงียบเป็นอย่างยิ่ง และสามารถแบกรับสิ่งต่างๆ ได้มากมาย พวกเขาอดทนอย่างยิ่งและสามารถทนได้กับทุกสิ่งเพื่อช่วยเหลือลูกๆ แต่พวกเขาก็ไม่ตามใจลูกๆ จนเสียคน พวกเขาจะไม่ตามใจลูกๆ เด็ดขาด เพราะเขารู้ว่า การตามใจแบบนั้นแย่ยิ่งกว่าการทุบตีเสียอีก พวกเขาจะไม่ตามใจลูกๆ หรือแม้แต่ปรนเปรอพวกเขา และจะไม่ถูกลูกๆ ควบคุมอีกด้วย พวกเขารู้ว่า “ฉันต้องนำทางและดูแลลูกๆ” ดังนั้น พวกเขาจะดูแลทั้งอุดมคติ จริยธรรมและคุณธรรมของลูกๆ และหากลูกๆ พยายามหนีห่างจากสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกๆ กลับมาสู่คุณธรรมและชีวิตที่ดีกว่า แต่ผู้หญิงเหล่านั้น ที่ไม่สนใจต่อพัฒนาการทีละขั้นของลูก ก็มักจะหลีกเลี่ยงหรือหลีกหนีประเด็นเหล่านี้
สำหรับผู้ชาย จักระนี้จะอุดตันหากเขาสูญเสียแม่ตั้งแต่ยังเด็ก หรือถ้าแม่ของเขาบังเอิญเป็นผู้หญิงที่โหดร้าย นอกจากนั้น จักระนี้จะอุดตันในตัวผู้ชายหากเขาเคยเข้าร่วมสงคราม และเขาได้เคยเห็นภาพที่น่ากลัวต่างๆ ในสงคราม คนเหล่านี้จะมีอารมณ์อ่อนไหวมาก และสามารถถูกคนที่พยายามจะครอบงำอารมณ์หลอกได้โดยง่าย
แล้วเราจะทำให้จักระนี้ดีขึ้นได้อย่างไร ในสหจะโยคะ เรามีเทคนิคมากมายที่จะทำให้จักระนี้ดีขึ้น และนำเอาความมั่นใจในตนเองกลับมา อย่างที่แพทริกได้กล่าวไว้ว่า เขาไม่เคยพูดต่อหน้าผู้คน และแม่เห็นนักแสดงมากมายที่แสดงได้เป็นอย่างดี เมื่อเขามาที่โปรแกรมของแม่ เขาบอกแม่ว่า “คุณแม่ ได้โปรดอย่าให้พวกเราต้องพูดต่อหน้าผู้คนเลย พวกเราไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร พวกเราแสดงได้ แต่เราพูดกับผู้คนไม่ได้” พวกเราเคยพยายามสักสองสามครั้ง และสุดท้ายคือพูดได้แค่สองสามประโยค บ่นอะไรพึมพำแล้วก็นั่งลง แม่ค้นพบว่า พวกเขาทุกคนมีจักระนี้อยู่ในสภาพแย่มากๆ บางทีพวกเขาอาจขาดความรักจากแม่ บางทีพวกเขาอาจจะไม่รักแม่ หรือบางทีพวกเขาอาจจะไม่เข้าใจคุณค่าของพรหมจรรย์ในผู้หญิง
ดังนั้น พวกผู้ชายที่พยายามมองผู้หญิงทุกคนที่เดินผ่าน ผู้ชายที่พยายามมีสายตากำหนัด สามารถทำให้จักระนี้มีสภาพแย่มากๆ ได้ และปัญหามากมายก็จะตามมาเพราะจักระนี้อ่อนแอ
หนึ่งในปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้คือมะเร็งปอด แม่เคยเห็นจักระนี้อยู่ในอ่อนแอมากอันเป็นผลมาจากความละเลยบางประการในชีวิต ตัวอย่างเช่น บางคนชอบอาบน้ำร้อน แล้วก็ออกจากที่อาบน้ำร้อนเข้ามาในที่เย็นๆ ในทันที คนเหล่านี้จะมีจักระนี้อุดตันเป็นอย่างมาก และจะมีปัญหา ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูไม่ซับซ้อน นั่นก็คือ หลายคนมีนิสัยที่ชอบใส่กุรต้าหรือเสื้อเชิ้ตตัวเดียวโดยไม่ใส่เสื้อด้านใน โดยเฉพาะในฤดูร้อน นี่ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน ผู้ชายควรใส่เสื้อไว้ด้านในเสมอ ไม่เช่นนั่นเวลาที่เขาเหงื่อออก อาจจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับจักระหัวใจกลางได้
จักระหัวใจจะอุดตันจากปัญหาด้านอารมณ์หลายๆ แบบในมนุษย์ สามีและภรรยา หากพวกเขาทะเลาะกันตลอดเวลา หากมีการทะเลาะเบาะแว้งอยู่เสมอในบ้าน โดยเฉพาะหากแม่เป็นคนบงการครอบงำ ลูกจะมีปัญหาที่จักระนี้ และหากพ่อเป็นคนบงการครอบบำ ลูกจะมีปัญหาที่หัวใจโดยตรง ดังนั้น นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่สามีและภรรยาจะต้องไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูกๆ
อวตารของเทวีสถิตอยู่ในจักระนี้ ท่านเสด็จลงมาบนโลกนี้แล้วนับพันครั้ง และท่านประทับอยู่ที่นี่เพื่อคุ้มครองพวกคุณ แต่ก่อนอื่น คุณต้องมีค่าควรแก่การคุ้มครองของท่านก่อน เมื่อท่านลงมาบนโลกนี้หลายต่อหลายครั้ง ร่างกายของท่านถูกสร้างขึ้นจากพลังต่างๆ กัน ราวกับว่าท่านคือฟองอากาศ และฟองอากาศนี้ถูกปกคลุมด้วยหลายๆ สิ่งที่เพิ่มเข้ามา นั่นคือวิธีการที่เทวีได้รับสิ่งต่างๆ มากมายจากเทพเจ้าต่างๆ ตัวอย่างเช่น ผมของท่านได้รับจากพระยม เทพแห่งความตาย จมูกได้รับจากท้าวกุเวร เทพแห่งทรัพย์สมบัติ หูได้รับจากเทพแห่งลม ในลักษณะเช่นนี้ ร่างกายของท่านถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษจากแก่นแท้ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ผู้มอบพลังเหล่านี้ให้แก่เทวี เพื่อให้ท่านพร้อมสำหรับการทำงานที่หลากหลาย
อย่างที่แม่บอกไปแล้วว่า งานแรกที่ท่านทำคือ การช่วยเหลือลูกๆ ให้พ้นจากพลังด้านลบ ท่านเป็นผู้อ่อนหวานและใจดีอย่างยิ่ง แต่ท่านก็สามารถดุร้ายมากได้เช่นกัน หมายความว่า ท่านสามารถฆ่าหรือทำลายใครก็ตามที่พยายามครอบงำหรือกดทับลูกๆ ของท่าน “อติเสามยา” (อ่อนโยนยิ่ง) “อติเราทรา” (ดุร้ายยิ่ง) ลักษณะทั้งสองนี้ปรากฏในเทวีท่านนั้น เพราะท่านคือแม่ และท่านต้องการช่วยเหลือลูกของท่านไม่ว่าจะโดยวิธีใด กับลูกของท่านก็เช่นกัน หากเขาเลยจุดที่ทำความเข้าใจ หากเขาแสดงว่าตนไม่อยู่ในกฎระเบียบ เทวีก็จะดึงเขากลับลงมาด้วยวิธีการบางอย่างเช่นกัน
ก่อนอื่น ท่านจะมอบทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อกำจัดความกลัวออกไปจากจิตของผู้แสวงหา ประการที่สอง ท่านรักษาจักระนี้ด้วยการให้กำเนิดภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมในร่างกาย และมอบไวเบรชั่นให้แก่ภูมิคุ้มกันที่เหนื่อยล้า เพื่อให้พวกมันกลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง
แม้แต่ในชีวิตประจำวัน ท่านก็อาจจะส่งสัญญาณบอกว่าท่านนั้นมีอยู่จริง ด้วยการแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ต่อลูกๆ ของท่าน ครั้งหนึ่งมีสุภาพสตรีคนหนึ่งกำลังจะมาหาแม่ แต่เขามาค่อนข้างช้า ตอนที่เขามาถึง แม่ก็ถามเขาว่ามีปัญหาอะไรหรือ เขาตอบว่า “ไม่มีค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่ารถเมล์ที่นั่งมาตกลงไปข้างทางประมาณ ๒๐-๓๐ ฟุต รถกลิ้งลงไปและสุดท้ายตกลงข้างทาง แต่ทุกคนในรถปลอดภัย คนขับรู้สึกหงุดหงิดและวิ่งหนีไป จากนั้นก็มีคนในรถที่รู้วิธีขับรถเข้ามาขับรถแทน เขาสตาร์ทรถและรถก็เริ่มเคลื่อนที่ แล้วพวกเราก็กลับมาถึงมุมไบ” ระหว่างทางกลับมา พวกเขาเริ่มถามว่า “ต้องมีนักบุญนั่งอยู่ที่นี่แน่ ไม่งั้นพวกเราจะได้รับการคุ้มครองได้อย่างไร มีเพียงนักบุญเท่านั้นที่คุ้มครองพวกเราแบบนี้ได้” แล้วสุภาพสตรีคนนั้นสวมแหวนของแม่ “โอ้” พวกเขาพูดต่อว่า “คนนี้เป็นลูกศิษย์ของศรีมาตาจี” แล้วพวกเขาก็เริ่มคุกเข่าต่อหน้าสุภาพสตรีคนนั้น ทั้งกล่าวว่า “ท่านได้ช่วยเหลือพวกเรา ท่านได้ช่วยเหลือพวกเรา”
มีปาฏิหาริย์มากมายเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ เมื่อคุณเห็นอุบัติเหตุกำลังเกิดขึ้น ทันใดนั้นคุณจะพบว่ามันจบไปแล้ว มีนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งชื่อ มาราเท เขากับเพื่อนนักหนังสือพิมพ์อีกคนกำลังเดินทางมาจากโลณาวฬา แล้วถนนก็ลื่นมาก รวมถึงเบรคก็ใช้งานไม่ได้ คนขับกล่าวว่า “ตอนนี้เบรคใช้งานไม่ได้แล้ว ขอให้ภาวนาต่อพระเป็นเจ้าละกัน” พวกเขาจึงเริ่มระลึกถึงพระแม่ ทันใดนั้น พวกเขาเห็นรถบรรทุกคันใหญ่กำลังมุ่งมา และพวกเขากำลังจะชนกับรถคันนั้นแล้ว พวกเขาหลับตาลง มีเพียงพระเจ้าที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาลืมตาอีกรอบ เห็นรถบรรทุกกำลังแล่นออกไปและพวกเขาก็เคลื่อนที่ออกไปอย่างไม่ยากลำบาก พวกเขาประหลาดใจมากว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ราวกับว่ามีใครสักคนยกรถของพวกเขาให้ออกไปพ้นรถบรรทุก แล้วพวกเขาก็ได้รับการช่วยเหลือให้ปลอดภัย คนขับก็หลับตาและท่องพระนามของเทวีเช่นกัน แต่มันเป็นไปได้ มันได้เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่ามันเป็นไปได้อย่างไร
ดังนั้น เราต้องเชื่อว่า พวกเรามีพระแม่อยู่ภายใน ในหัวใจของพวกเรา และหากท่านตื่นขึ้น ท่านจะดูแลพวกเรา ท่านจะมอบความคุ้มครองทุกอย่างที่จำเป็น และไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกต่อไป
แต่พวกคุณคงจินตนาการได้ อย่างที่แพทริคได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ว่าพวกเขาค่อนข้างหวาดกลัว และแม่รู้ว่าพวกเขาเป็นเช่นนั้น แม้แต่ภาษาอังกฤษก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาจะพูดตลอดเวลาว่า “ฉันเกรงว่า” “ฉันเกรงว่าฉันต้องไป” จะต้องไปเกรงกลัวอะไรถ้าคุณต้องไป คุณก็ควรจะไป “ฉันเกรงว่า ถ้าฉันทำเช่นนี้” พวกเขาดูกระวนกระวายใจแบบนั้นตลอดเวลา พวกเขากระวนกระวายใจ และเมื่อเขาพูดคุย พวกเขาดูหวาดกลัวจนบางครั้งคุณจะรู้สึกกระวนกระวายไปกับพวกเขา คุณไม่รู้ว่าจะเข้าถึงพวกเขาได้อย่างไร เพราะพวกเขาดูกระวนกระวาย และหนึ่งในเหตุผลที่พวกเขาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายก็คือ พวกเขาวางแผนมากเกินไป คิดมากเกินไป วิเคราะห์มากเกินไป อีโก้จึงหยั่งรากลึกในสมอง แล้วสุดท้ายก็ปกคลุมหัวใจทั้งหมด เพราะว่าอีโก้ปกคลุมหัวใจ พวกเราจึงมีความกลัว จริงๆ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หากคุณเต็มไปด้วยอีโก้ คุณจะเริ่มมองเห็นตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเมื่อคุณอยู่ในระดับหนึ่ง คุณจะเห็นแม้แต่อีโก้ของตัวเองได้ชัดเจน แล้วคุณก็จะเริ่มกลัวคนอื่น เพราะคุณคิดว่าเขาก็น่าจะมีอีโก้แบบเดียวกัน และคุณก็กลัวสิ่งนั้นมาก
ในประเทศตะวันออก สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ในอินเดีย หากคุณต้องไปติดต่อราชการ คุณต้องระวังตัว เพราะใครก็ตาม แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ สามารถตะโกนใส่คุณได้โดยไม่มีเหตุผล พวกเราสร้างระบบของการตะโกนแบบนี้อยู่ตลอดเวลา เอาแต่ตะโกนไปเรื่อยๆ เหตุผลที่เขาตะโกนใส่คุณเพราะเขาเองก็รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เจ้าหน้ารัฐรู้สึกไม่มั่นคงเพราะเจ้านายของเขา เจ้านายเองก็หวาดกลัวเจ้านายในระดับสูงขึ้นไป เจ้านายระดับสูงก็หวาดกลัวเจ้านายใหญ่อีก และสุดท้ายแล้ว รัฐมนตรีกลัวประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง และประชาชนก็กลัวรัฐมนตรี ช่างเป็นวงจรอุบาทว์ ดังนั้น ระบบทั้งหมดทำให้เราตกอยู่ในความไม่มั่นคงปลอดภัย และคุณก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาตะโกนใส่อะไร มีอะไรที่ต้องให้ตะโกนใส่ จากนั้น คุณก็เริ่มยึดติดกับตัวตนผิดๆ มากเสียจนไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป คุณจะกลายเป็นเลขานุการ หรือเลขานุการระดับล่าง หรือเลขานุการร่วม แม่ไม่รู้ว่าใครสูงหรือต่ำกว่ากัน แล้วคุณจะมีเลขาคนอื่นๆ อีก แล้วคุณก็จะมีธุรการ และก็คนนั้น คนนี้ คุณจะกลายเป็นสิ่งนั้น คุณจะกลายเป็นสิ่งนั้นเท่านั้น และเพราะว่าคุณกลายเป็นตำแหน่งนั้น คุณจะต้องมีเขาสองข้าง และคุณต้องตะโกนใส่ผู้คน มิเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครเชื่อว่าคุณอยู่ในตำแหน่งอะไรบางอย่าง
ดังนั้น นี่คือรูปแบบหนึ่งของตัวตนที่พัฒนาขึ้นภายในตัวมนุษย์ สิ่งนี้ก็เช่นกัน เกิดขึ้นเพราะว่าจักระหัวใจไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างเหมาะสม เพราะหากหัวใจของคุณพัฒนาขึ้นมาอย่างเหมาะสม คุณจะเป็นมนุษย์ คุณจะรู้ว่า แม่ของคุณได้มอบการเกิดนี้ให้กับคุณ และคุณคือมนุษย์ ไม่จำเป็นจะต้องกลัวมนุษย์คนอื่น ซึ่งก็เป็นลูกของแม่ของคุณเหมือนกัน ดังนั้น จึงไม่มีควรมีความกลัวดังกล่าว
แต่ปัญหาวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มสวมใส่เครื่องแต่งกายต่างๆ ถ้าหากพวกเขาใส่สูท ก็จะพูดภาษาอังกฤษทันที แต่พอใส่ชุดกุรต้า พวกเขาจะเริ่มพูดภาษาฮินดี หรือไม่ก็ตอนใส่ชุดโธตี ภาษาฮินดีและชุดกุรต้า พวกเขาอาจเริ่มให้ … […]

Shri Mahalakshmi Puja, Ganesha Tattwa Kolhapur (India)

มหาลักษมีบูชา
โกลฮะปูร
๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖)
วันนี้ วันปีใหม่มาเยือนอีกครั้งหนึ่งแล้ว เหตุที่ปีใหม่ทุกๆ ปีมาเยือนเรา ก็เพราะเราจะต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเช่นดวงอาทิตย์ได้ถูกจัดสรรมาให้เคลื่อนไปครบ ๓๖๕ วัน หลังจากนั้นก็เป็นรอบปีใหม่อีกครั้ง อันที่จริงระบบสุริยจักรวาลของเราทั้งหมดมีการเคลื่อนไหวเป็นเกลียว (spiral) ดังนั้น ระบบสุริยจักรวาลของเราจึงเคลื่อนไหวในลักษณะที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี โดยจะหมุนสูงขึ้นในลักษณะเป็นเกลียว ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในระดับของสติรับรู้ (awareness) ของมนุษย์ทั้งหลายต่างก็พัฒนาสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นในอดีตถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อ ๒๐๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยระบบที่เป็นจุดเริ่มของจักรวาลทั้งหมดเป็นต้นแบบชิ้นแรกที่ถูกสร้างขึ้นมา “ต้นแบบ” อันนี้จะต้องถูกทำให้สมบูรณ์ โดยเมื่อต้นแบบสมบูรณ์แล้วก็จะสามารถสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับสิ่งที่เหลือต่อไปได้ ดังนั้น นี่คือต้นแบบที่สมบูรณ์ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาให้ก้าวสูงขึ้นไปและนี่ก็คือระบบที่จะทำให้เกิดวิวัฒนาการขึ้นสูง (ascent) ทั้งนี้จักรวาลส่วนที่เหลือจะมีการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์แบบในหลายทิศหลายทางด้วยกัน
ในวันนี้เราจะต้องมาพิจารณาหลักการของมหาลักษมี อย่างที่แม่ได้เคยบอกคุณแล้วว่า “มหาลักษมี” คือหลักการที่สมบูรณ์แบบ เป็นหลักการที่สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์จริงๆ เป็นหลักการที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว และก็จะยังมีความสมบูรณ์ต่อไป จะมีความสมบูรณ์ชั่วกัลปาวสาน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแก้ไขหลักการนี้ ประเด็นเกี่ยวกับ “มหาลักษมี” ที่แม่กำลังพูดถึงจะเชื่อมโยงกับการที่พวกคุณอาจจะได้ไปเยี่ยมชมวิหารของมหาลักษมีในวันนี้ เมื่อคุณไปถึงวิหารมหาลักษมี คุณจะต้องทราบว่า เทวีพระองค์นี้ท่านผุดขึ้นมาจากพระแม่ธรณี ณ สถานที่พิเศษแห่งนี้ หมายความว่า สถานที่แห่งนี้มีคุณสมบัติที่จะให้พลังอำนาจ (force) แก่พวกคุณ อาจกล่าวได้ว่า เป็นพลังอำนาจที่เพิ่มขึ้นมาก หรือพลังอำนาจที่จะทำให้รู้สึกได้อย่างเข้มข้นชัดเจนถึงการวิวัฒนาการ ถ้าหากคุณมีความรู้สึกที่ไวพอ คุณก็จะรู้สึกได้ และคุณก็จะทำได้ แต่ถ้าหากประสาทสัมผัสของคุณไม่ไวพอ หรือยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ และยังคงใส่ใจแต่สิ่งภายนอก คุณก็อาจจะไม่ได้รับพลังนั้น แม่หมายความว่า หลายๆ อย่างสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ แต่หากในกรณีของคนที่ต้องการทำตัวเป็นเหมือนก้อนหิน คุณก็จะช่วยอะไรเขาไม่ได้
หลักการของมหาลักษมี ทำงานอยู่ ณ โกลฮะปุระ (Kolhapur) ปกติแล้ว ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โกลฮะปุระจะต้องเป็นเมืองที่มีอุณหภูมิร้อนจัดมากๆ แต่ขนาดตอนหน้าร้อน โกลฮะปุระก็ยังมีอุณหภูมิที่เย็นมาก เพราะว่าได้รับไวเบรชั่นที่ส่งออกมาจากวิหารแห่งนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ อาจจะไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เราบอกไม่ได้ว่าพวกเขารู้หรือไม่ เพราะในบริเวณนี้มีพลังที่ไม่ดีซ้อนอยู่ด้วย มีโรงงานน้ำตาลหลายแห่ง และผู้คนที่นี่นิยมดื่มสุราเมามาย แต่เราก็จะต้องใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดจากสถานที่ทุกแห่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างเป็นการเฉพาะ การที่เราได้มาที่นี่ก็เป็นการแสวงบุญอย่างหนึ่ง เป็นการทำให้เราจะต้องดูแลรักษาหลักการมหาลักษมี อันเป็นพื้นฐานในการก้าวขึ้นสูงทางจิตวิญญาณของเรา อย่างที่พวกคุณทราบแล้วว่า การก้าวขึ้นสูงทางจิตวิญญาณ (ascent) จะเริ่มขึ้นจากจักรนาภี ซึ่งล้อมรอบโดยหลักการของคุรุ (Guru Principle) อีกทีหนึ่ง
ในเรื่องหลักการของคุรุที่อยู่ภายในของเรานั้น หากได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย หรือหากหลักการนี้ถูกต่อต้านครอบงำจนกระทั่งหลักการนี้ไม่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเราลึกลงไปถึงระบบประสาทได้ หากหลักการของคุรุไม่สามารถแสดงออกมาผ่านบุคลิกภาพและพฤติกรรมของเราได้ “มหาลักษมีตัตวะ” ก็จะพัฒนามั่นคงขึ้นไม่ได้เช่นกัน มหาลักษมีตัตวะจะถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยหลักการของคุรุ วันนี้พวกคุณโชคดีที่เรามีวันเกิดของทัตตา (Dutta) ซึ่งเราได้ทำพิธีบูชาทัตตาเตรยะไปเมื่อวันก่อน และมาวันนี้ เราก็มีโอกาสได้จัดพิธีบูชามหาลักษมี การจะพัฒนาหลักการของคุรุให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วน เราจะต้องทำให้ธรรมะของเราถูกต้องก่อน ธรรมะเหล่านี้ อย่างที่แม่ได้เคยบอกพวกคุณหลายครั้งหลายหนแล้วว่ามีด้วยกัน ๑๐ ประการ และเราจะต้องดูแลเอาใจใส่ธรรมะทั้งสิบเหล่านี้ด้วยความระมัดระวังยิ่ง แม้ว่าธรรมะเหล่านี้จะถูกแสดงออกมาภายนอก และสิ่งใดก็ตามที่อยู่ภายในก็จะปรากฎออกมาภายนอกด้วย แม่พบว่าเวลาพวกคุณพูดจากัน แม่จะดูออกอย่างชัดเจนว่าใครเป็นคนไม่ดี (negative) และใครเป็นคนดี (positive) การแสดงออกถึงความดีทำได้หลายวิธี แต่แม่บอกพวกคุณไม่ได้ว่าแม่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เพราะแม่ไม่รู้จะบอกคุณได้อย่างไรดี แต่แม่รู้ก็แล้วกันอย่างชัดเจนเลยว่าคนแบบนี้ดี คนแบบนี้ไม่ดี ความดี (positivity) เกิดขึ้นได้จากการเข้าใจว่า ทำไมเราจึงอยู่ที่นี่? […]