ศรี เทวี บูชา San Diego (United States)

Send Feedback
Share

ศรี เทวี บูชา
ซานดิเอโก้, สหรัฐอเมริกา, ๓๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๘๕ (พ.ศ. ๒๕๒๘)
ขอพระเป็นเจ้าอวยพรพวกคุณ
แม่มีความสุขมากที่ได้มาอยู่ในอาศรมที่ซานดิเอโก้ นี่คือสถานที่ที่งดงามมาก และได้แสดงออกอย่างมากมายถึงความรักของพระเป็นเจ้า ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในรูปแบบที่ท่านต้องการช่วยพวกคุณในทุกๆ ขั้นตอน ถ้าพวกคุณอยากมีอาศรม หากพวกคุณต้องการมีสถานที่ที่เหมาะสม หากพวกคุณต้องการดูแลลูกๆ เป็นอย่างดี หากคุณต้องการทำงานของพระเป็นเจ้า ทุกอย่างจะได้รับการดูแล ทุกอย่างจะถูกทำให้ปรากฏออกมา หากว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏออกมาแล้ว พวกคุณจะทำงานกันได้อย่างไร? แล้วทุกอย่างก็สำเร็จลงได้ เห็นได้อย่างชัดเจนถึงหนทางที่ทำให้พวกเรามีอาศรมในที่ต่างๆ เหล่านี้ เป็นสถานที่ที่สะดวกสบายจริงๆ และในราคาเหมาะสมที่พวกเราสามารถจ่ายได้ พวกเราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกันได้ นี่คือสถานที่อันถูกสร้างขึ้นจากความรักให้พวกคุณทุกคน
ดังนั้น เรื่องแรกที่พวกเราต้องจำไว้คือ พวกเราควรมีความรักอย่างสมบูรณ์แบบให้แก่กันและกัน พวกเราไม่ควรไว้ใจคนที่พยายามแบ่งแยกพวกเราออกจากกัน หรือคนที่พยายามมอบแนวความคิดผิดๆ ให้แก่เรา เราสามารถมองออกได้โดยไม่ยากว่าใครคือสหจะโยคีโดยหัวใจอย่างแท้จริง สามารถดูออกได้ไม่ยากเลย คุณต้องเป็นคนมีประสาทสัมผัสไวกว่านี้อีกเล็กน้อย แล้วคุณจะค้นพบคนแบบนั้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าอะไรก็ตามที่แฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมจะถูกค้นพบได้ ไม่มีใครสามารถมีพฤติกรรมต่อต้านพระเป็นเจ้าได้ เพราะทุกอย่างจะถูกค้นพบและปรากฏตัวออกมา
แต่พวกเราต้องตั้งสติที่คุณแม่ของพวกคุณอย่างสมบูรณ์ แต่บางคนก็ออกจะคลั่งไคล้ไปสักหน่อย เพราะพวกเขาเป็นพวกชอบยึดติด ไม่เป็นไร คุณก็จะดีขึ้นเอง แต่ความคลั่งไคล้ก็ดีกว่าความสงสัย ดังนั้น คนที่ทำอะไรมากเกินไปนี้ ควรปฏิญาณว่าจะมีชีวิตที่ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ตนเห็น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ตนเข้าใจในสหจะโยคะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะยอมรับ โดยไม่มีความวิตกกังวลเลยแม้แต่น้อย
นี่คือประเด็น พวกเรามักสร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับสหจะโยคะของเราขึ้นมา พวกเราสร้างไม่ได้ มันเป็นของมันอยู่แล้ว พวกเราไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ของเรา เราคิดว่าสหจะโยคะควรเป็นเช่นนี้ สหจะโยคะควรเป็นเช่นนั้น เป็นไปไม่ได้ คุณไม่สามารถประนีประนอม ไม่เลย มันต้องเป็นในแบบที่มันเป็น ไม่สามารถเป็นสิ่งที่คุณนึกอยากให้มันเป็นได้ คุณจะหล่อมันขึ้นมาไม่ได้ เพราะว่ามันถูกกำหนดไว้ตั้งนานมาแล้ว และตอนนี้มันก็เป็นในแบบที่มันเป็น และนั่นคือเหตุผลที่มันทำงานออกมาได้ดีมาก มีประสิทธิภาพมาก แต่เพื่อให้มันทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณต้องยอมรับในการทำงานของมัน
อย่างเช่น ตารางเวลาของเมื่อวาน แม่รู้ว่าต้องมีอะไรสักอย่าง และเวลาก็ยังไม่พร้อม เวลาที่แม่ใช้ไปกับที่นี่จะต้องถูกใช้เพื่อการยกกุณฑาลินีของพวกเขา ไม่อาจเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น แม่ใช้เวลาห้านาที เพื่อให้การตระหนักรู้แก่พวกเขา ดังนั้น คุณควรเข้าใจทุกเรื่องในทำนองนี้ แล้วคุณจะค่อยๆ มองเห็นการละเล่นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าทำงานออกมาอย่างไร ช่วยคุณอย่างไร
แต่หากสมมุติว่าพระเป็นเจ้าได้นำของบางอย่างมาวางไว้ต่อหน้าคุณ ดร.วอร์ลิการ์ได้เล่าเรื่องที่งดงามมากให้แม่ฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งน่าสนใจมากว่า ระหว่างเทวีแห่งทรัพย์สมบัติ และเทวีแห่งการศึกษา มีเรื่องขัดแย้งกันเล็กน้อย เราอาจกล่าวได้ว่า การศึกษาหรือพระแม่สรัสวตี หากว่าเราละทิ้งไปหรือชื่นชมมากเกินไป ก็จะทำให้เราเต็มไปด้วยอัตตา ในลักษณะที่ว่า หากคุณกลายเป็นคนที่เอาแต่เรียน เรียน เรียน คุณก็ถูกโยนไปยังด้านหนึ่ง
สุภาพสตรีท่านนี้ต้องการทดสอบอำนาจของทรัพย์สมบัติ จึงได้กล่าวแก่พระแม่ลักษมีว่า “พวกเรามาลองดูกันกับชายคนนี้เถิด” ชายคนนี้เป็นขอทาน เขาต้องการเงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้น พระแม่ลักษมีจึงใส่เงินจำนวนมากลงในภาชนะที่ใหญ่มาก ซึ่งเราเรียกว่า ฮันดา (handa) และวางไว้บนทางที่เขาจะผ่าน ขณะที่ชายผู้นี้กำลังเดินอยู่ พระแม่สรัสวตีได้เข้าไปสู่จิตใจของเขา เมื่อพระแม่สรัสวตีเข้าไปในใจเขาแล้ว เขากลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยอัตตาและไม่แม้แต่จะมองสิ่งนั้น เขาแค่เดินผ่านไป นี่คือสิ่งที่เขาต้องการแต่เขาก็เดินผ่านไป
เรื่องนี้บอกสิ่งหนึ่งกับเรา นั่นคือเมื่อคนเต็มไปด้วยอัตตา เริ่มวางแผนของตนเอง เริ่มสร้างคำแนะนำของตนเอง สร้างภาพลักษณ์ของตนเอง และสิ่งที่ตามมาก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้พยายามจัดหาสิ่งที่คุณจำเป็น สิ่งที่คุณต้องการ การแก้ปัญหาในชีวิต ย่อมอันตรธานหายไป นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเราไม่ยอมให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดำเนินไปตามการละเล่นของท่าน ที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้หมายเฉพาะในระดับของวัตถุเท่านั้น เป็นความจริงในระดับของอารมณ์ความรู้สึกด้วย เป็นความจริงในระดับของร่างกายด้วย และที่ดีที่สุดก็คือเป็นจริงในระดับของจิตวิญญาณเช่นกัน ดังนั้น พวกเราไม่ควรหลงประเด็น ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เล่นบทบาทของท่าน และพวกเราก็จะได้เห็นการดูแลจัดการของท่าน
อย่างที่พระกฤษณะได้กล่าวว่า “กรฺมณฺเยวาธิการสฺเต” “เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำหน้าที่” (จากภควัทคีตา อัธยายะที่ ๒ โศลกที่ ๔๗) ตอนนี้พวกเราทำบูชาแล้ว ทำอารตีแล้ว แม่ได้พูดว่า “ไม่เป็นไร ถ้าพวกเราทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้แม่ก็จะนั่งเครื่องบินเที่ยวเย็น” แม่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหา ไม่ว่าจะนั่งเครื่องบินตอนเช้า หรือเครื่องบินตอนเย็น ไม่เป็นปัญหาเลย แม่รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่สุด เราได้ถกเถียงกันถึงประเด็นสำคัญที่ต้องยกขึ้นมาพูด อาจต้องใช้เวลากับเรื่องนั้นบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ นี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเรา ดังนั้น แม่จึงไม่ได้วิตกกังวล ว่าแม่ต้องไปให้ทันเครื่องบินตอนตีหนึ่ง ไม่เป็นไร แม่จะไปเครื่องบินเที่ยวกลางคืน แม่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันต่างกัน
ดังนั้น ขอให้พวกเรามีจิตใจที่ผ่อนคลาย เพื่อจะมองดูว่า เรื่องต่างๆ เข้ามาหาเราได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นผู้คนก็ (ภาษามราฐี)
ตอนนี้ เมื่อพวกเราเข้าใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีการละเล่นที่สมบูรณ์แบบของท่าน มีการทำงานของท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังทำงานเพื่อพวกเรา เพื่อพวกคุณผู้เป็นสหจะโยคี เมื่อคุณตระหนักถึงสิ่งนี้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบ และอยู่ในปีติสุข แต่เมื่อคุณเริ่มที่จะ “โอ้ มันควรจะเป็นอย่างนี้ มันควรจะเป็นอย่างนั้น” ทุกอย่างก็จะต่อต้านกับความปีติสุข ไม่ว่ามันจะมาอย่างไรก็ไม่เป็นปัญหาทั้งสิ้น เมื่อใดที่คุณสร้างทัศนคติเช่นนี้ ปีติสุขเบิกบานก็จะสมบูรณ์แบบ
แม่เคยเห็นเช่นกัน ในชีวิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก พวกคุณต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมาก เหตุผลก็คือคุณเริ่มคิดในทุกๆ เรื่อง ในอินเดีย วิธีการที่พวกเราแต่งงานกันเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ตั้งแต่เป็นเด็กแล้วพวกเราถูกสอนมาว่า “เธอจะแต่งงาน ดังนั้น จงเรียนรู้ว่าจะอยู่กับสามีได้อย่างไร” และผู้ชายก็ได้รับการอบรมให้รู้จักวิธีการปฏิบัติต่อภรรยา แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นภรรยาหรือสามี สามีและภรรยาเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ประเภทหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่าจะเป็นคนไหน เพราะอาจจะเป็นคนไหนก็ได้ และเมื่อคุณยอมรับเธอด้วยหลักการของธรรมะ ก็จะกลายเป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับคุณ แล้วก็แค่สนุกสนานไปกับสิ่งนั้น และทุกอย่างก็ถูกสร้างขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง จนถึงเวลาหนึ่งที่ต้องเป็นมงคลเช่นกัน แน่นอน พวกเขาปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์ นั่นก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะหากไม่ดูตามฤกษ์ ก็อาจจะเกิดภัยพิบัติบางอย่างได้เช่นกัน ดังนั้น พวกเขาจึงปรึกษากับทางโหราศาสตร์ และหากมีหลายจุดมากๆ กล่าวกันว่า ๒๖ จุดดีที่สุด พวกเขาก็จะแต่งงานกันไม่เช่นนั้นก็ไม่แต่ง ดังนั้น ไม่จำเป็นว่าพวกเราจะเจอกันหรือไม่เจอกัน บางครั้ง พวกเขาพบกันคุยกันเป็นเวลาหนึ่งปี แต่การแต่งงานก็อาจถูกเลื่อนออกไป ไม่สามารถหาฤกษ์ที่เป็นมงคล พวกเขาต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันสักพัก แต่ไม่เคยจะเป็นไปในลักษณะสองต่อสอง พวกเขาจะไม่ไปไหนในลักษณะสองต่อสอง ดังนั้น ช่วงเวลานั้นถูกจัดให้เป็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ ช่วงเวลาที่คุณจะได้พบกับสามีหรือภรรยาของคุณ เป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก คุณจะจดจ่ออยู่กับจุดนั้น
แล้วก็จะตัดสินใจอย่างฉับพลัน คุณจะเก็บช่วงเวลานั้นให้เป็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ บางครั้ง ก็อาจเกิดขึ้นได้ว่าในช่วงเวลาระหว่างนั้น มีหลายคนเหมือนกันหลังจากที่ตัดสินใจแล้ว เป็นไปได้ว่าคุณต้องการที่จะยังดูคนๆ นั้นต่อไปในระดับของความรู้สึก แต่หลังจากนั้น คุณก็จะไม่หันเหสติไปที่ไหน เป็นความพยายามที่จดจ่ออยู่อย่างสมบูรณ์แบบ มันเข้ากันได้ เพราะคุณยอมรับมัน
แต่ที่นี่ผู้คนอยู่ด้วยกันแล้วสามปี แล้วพวกเขาก็แต่งงานแล้วก็หย่า แม่หมายถึง แม่ไม่เข้าใจ แม้ว่าจะอยู่ด้วยกันแล้วสามปี เจ็ดปี หรือสิบปี แต่พวกเขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิม แล้วการรู้จักกันมาหลายปีแล้วจะมีประโยชน์อะไร ก็ยังหย่ากัน? […]

8th Day of Navaratri and Talk After the Puja, What We Have To Do Within Ourserlves Complexe sportif René Leduc, Meudon (France)

Send Feedback
Share

Ashtami Puja, Eighth day of Navaratri, Meudon, Paris (France), 30 September 1984.
วันนี้เป็นวันที่แปดของนวราตรี แต่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่วันหนึ่งของสหจะโยคี เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด นั่นคือเราได้ข้ามผ่านศูนย์พลังงานที่เจ็ดมาแล้ว และเราอยู่บนศูนย์พลังงานที่แปด เราไม่ต้องคิดว่า เทวีได้ทำอะไรในวันที่แปด เราต้องคิดว่า วันนี้เราต้องทำอะไรบ้างภายในตัวเราเอง
หลังจากผ่านวันที่เจ็ด หลังการข้ามพ้นจักรที่เจ็ด – นั่นคือการก้าวขึ้นอย่างแท้จริงในการพัฒนาจิตวิญญาณของคุณ เราทำอะไรในวันที่แปด?
มันช่างสหจะจริงๆ (โดยบังเอิญ) ที่ว่า วันนี้ควรเป็นวันอัษฏมี เพราะเป็นวันที่เทวีได้ฆ่าผู้กระทำบาปมากมาย อีกทั้งพวกปีศาจและพวกรากษส ท่านได้กระทำด้วยตนเองลำพังผู้เดียว ขณะนี้อำนาจชั่วร้ายกำลังแสดงตัวอยู่ในมนุษยชาติ พวกมันแผ่ขยายออก อยู่ภายในตัวเรา ดังนั้นเราทุกคนต้องต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นภายในตัวเรา สงครามอยู่ภายในตัวของพวกเรา ไม่ใช่ภายนอก ครั้งแรกเมื่อคุณขึ้นสู่จักรที่เจ็ด และคุณอยู่บนก้าวที่แปด คุณต้องจำไว้ก่อนอื่นว่า คุณต้องต่อสู้กับอำนาจเหล่านั้นภายในตัวของเราเอง
พวกคุณทั้งหมดเป็นคนฉลาด บางครั้งก็ฉลาดเกินไปสักหน่อย ดังนั้นสิ่งใดที่แม่พูดคุณอาจจะบิดเบือนไปเสีย และอาจจะพยายามใช้คำพูดของแม่ไปในสติปัญญาที่เป็นของคุณเอง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือถูกต้องสำหรับคุณ คุณต้องการใช้มันเพราะคุณคิดว่าคุณฉลาด และคุณอาจจะไม่รู้ว่าคุณกำลังใช้ความฉลาดของคุณในการเปลี่ยนแปลงคำสอนของแม่ และนั่นคือสิ่งที่คุณควรรู้ว่า อำนาจเหล่านี้กำลังแสดงตัวอยู่ภายในพวกเรา แสดงปฏิกิริยาผ่านทางความฉลาดของพวกเรา ผ่านอารมณ์ของเรา และผ่านร่างกายของเรา ดังนั้นเราต้องระมัดระวังอย่างมาก
เมื่อคุณก้าวขึ้นสู่สหจะโยคะ คุณต้องระวังความเฉลียวฉลาดของคุณเป็นอย่างมาก เพราะความฉลาดมีความสามารถในการหลอกลวง และมันก็จะหลอกลวงเรา ไม่ใช่ใครอื่น และยังต่อต้านเรา ต่อต้านพลังทั้งหลายของเราเอง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม และมองเห็นตัวเราเอง ทันทีที่คุณเข้าสู่ก้าวย่างที่แปด คุณควรจะตั้งต้นที่การมองเห็นตัวคุณเอง
ตอนนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อแม่กล่าวมนตร์ว่า “ข้าพเจ้าเป็นคุรุของตนเอง” ทันใดนั้น ความฉลาดก็ตรงมาเสนอบริการให้อย่างคล่องแคล่วทันที “อ้อ ฉันเป็นครูของตัวเอง แล้วทำไมจะต้องฟังใคร ทำไมต้องฟังผู้นำคนใด ทำไมต้องฟังคนที่แก่กว่า หรือคนที่เข้าใจสหจะโยคะได้ดีกว่า ฉันคือครูของตัวฉันเอง” มันเป็นอีกทางหนึ่งต่างหากความหมายก็ตรงตามคำพูดคือ “ฉันเป็นครูของตนเอง ฉันต้องแก้ไขตนเองให้ถูกต้อง ฉันต้องใช้เครื่องมือแห่งแสงสว่างนี้เพื่อแก้ไขตนเอง”
คราวนี้ ความฉลาดหลอกคุณอีก “คุณแม่พูดว่า ถ้าคุณรู้สึกถึงไวเบรชั่น ก็เป็นการถูกต้อง นี่ฉันกำลังรู้สึกมีไวเบรชั่น ฉันก็ใช้ได้แล้วซิ” หลอกลวงอีกแล้ว คุณกำลังหลอกตัวเอง เหตุผลคืออะไร? […]

Mahasahastrara Puja, The Start of a New Era Château de Mesnières, Rouen (France)

Send Feedback
Share

Mahasahastrara Puja. Château Mesnières, Rouen (France), 5 May 1984.
สำหรับแม่ของเธอแล้ว นับเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ได้เห็นสหจะโยคีที่ดีงามมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากในสหัสราระบูชาครั้งนี้ แม่คิดว่ายุคแรกของสหจะโยคะได้ปิดฉากลง และยุคใหม่ของสหจะโยคะได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ในยุคแรกของสหจะโยคะจุดเริ่มต้นคือการเปิดจักรสหัสราระเสียก่อนและจากนั้นจึงค่อยๆ ผ่านกระบวนการพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ขึ้น ในวันนี้แม่มองเห็นสหจะโยคีที่ยิ่งใหญ่หลายคนด้วยกัน พวกเธอทั้งหลายได้ผ่านกระบวนการพัฒนาตนเองเพื่อเติบโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ในยุคแรกของสหจะโยคะเป็นเพียงการปลุกพลังกุณฑลินีให้ตื่นขึ้นและพุ่งผ่านบริเวณกระหม่อมบนศีรษะ เธอจะพบว่าบริเวณเหนือกระหม่อมของเรามีบันดันเช่นเดียวกับภายในศีรษะของเรา นอกจากนี้ในจักรสหัสราระยังเป็นที่สถิตของจักรต่างๆ เช่นเดียวกับจักรที่อยู่ในระบบกายละเอียดของเรา ดังนั้นในยุคแรกของสหจะโยคะเราได้ปลุกเทพประจำจักรทั้งใน Medula Blancheta และในสมองของพวกเธอให้ตื่นขึ้น แต่ในยุคปัจจุบันถึงเวลาแล้วที่จะขยายผลการตระหนักรู้นี้ออกไปในวงกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งในการนี้เราควรจะต้องเข้าใจวิธีการกันก่อน
เช่นเดียวกับสีทั้งเจ็ดของสายรุ้ง แสงสว่างจากจักรต่างๆ ก็มีเจ็ดสี เราเริ่มจากด้านหลังตามแนวกระดูกสันหลังที่จักรมูลาธาระขึ้นมาถึงจักรที่หกทางด้านนี้ — อากญ่า หลังจากนั้นจักรทั้งหมดจะถูกจัดวางในตำแหน่งที่แตกต่างกันบนสหัสราระ ถ้าหากว่าเธอสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แม่ตั้งใจจะพูดว่าเพราะในจักรสหัสราระนี้เป็นตำแหน่งที่ทดแทนแบบเว้าเข้าไปข้างใน เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจว่าศูนย์กลางของกระหม่อมเชื่อมโยงกับจักรหัวใจ
ดังนั้นหัวใจเป็นแกนกลางของยุคที่ ๒ ของสหจะโยคะ แม่หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจที่แม่พูด ถ้าเราจะต้องตั้งสติไว้ที่สหัสราระสิ่งแรกที่เธอต้องทำคือการใส่ใจกับหัวใจของเราก่อน ในสหัสราระจักรหัวใจและหัวใจหรืออัตมา (Atma) จะเข้าไปข้างใน นั่นหมายความว่าพระแม่จะกะดัมบา (ชคทมฺพา) กลายเป็นหนึ่งเดียวกับหัวใจ และนั่นคือหัวใจ
ดังนั้นเราจะเห็นว่าการรวมเป็นหนึ่งเกิดขึ้นที่นี่ ในขณะนี้ สำคัญมากที่เราจะต้องรู้ว่าเราต้องก้าวสูงขึ้นไปด้วยก้าวที่ใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยผ่านมา สหัสราระเคลื่อนที่ตามเข็มนาฬิกาเช่นเดียวกับจักรอื่นๆ ซึ่งส่องแสงสว่างออกมาโดยมีหัวใจเป็นแกนกลาง ดังนั้น แก่นแท้ของศาสนาทุกศาสนา และแก่นแท้ของศาสดาและนักบุญทั้งหลาย จึงได้แก่ความเมตตากรุณาอันเป็นคุณสมบัติหลักของจักรหัวใจ
เราจึงต้องเข้าใจว่าในยุคที่ ๒ ของสหจะโยคะเราต้องมีความเมตตากรุณา นี่คือการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของความเมตตากรุณา ถ้าไม่ใช่ด้วยความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าพระองค์คงไม่สร้างจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้ขึ้นมา แท้จริงแล้วพลังอำนาจของพระองค์หรืออาทิศักติ (Adi Shakti) คือการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของความเมตตากรุณาแห่งพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง และความเมตตากรุณานี้ได้มอบวิวัฒนาการให้แก่มนุษย์หรือแม้แต่การปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระของเธอในฐานะสหจะโยคี และความเมตตากรุณาจะถูกห่อหุ้มด้วยการอภัย
เธอจะเห็นว่าตรีเอกานุภาพ (Trinity) มาบรรจบกันตรงนี้
พระบุตรแห่งพระเจ้า คือ การให้อภัย คือการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของการให้อภัย
พระบิดา คือ การเป็นประจักษ์พยาน
พระมารดา คือ ความเมตตากรุณา
และพระบุตร คือ การให้อภัย ทั้งสามบรรจบกันที่จักรหัวใจที่สถิตอยู่ในจักรสหัสราระ
พวกเธอทุกคนต้องเรียนรู้ที่พัฒนาจักรสหัสราระ พวกเธอรู้จักเทพประจำจักรสหัสราระดีอยู่แล้ว ตำแหน่งของสหัสราระไม่ได้อยู่ที่ศีรษะตามที่เธอเข้าใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนี้ทั้งหมด
ถ้าจะพัฒนาจักรสหัสราระ เธอต้องตั้งสติที่จักรหัวใจ ณ บริเวณกระหม่อมบนศีรษะ และอัญเชิญเทวีประจำจักรให้เข้ามาประทับอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ตามเทวีองค์นี้จะต้องเข้ามาประทับในหัวใจของเธอเสียก่อน
ปัจจุบันพวกเธอช่างโชคดีที่เทวีมาปรากฏอยู่ต่อหน้าเธอแล้ว ก่อนการอวตารของแม่ บรรดาผู้คนที่ได้รับการรู้แจ้งต้องใช้จินตนาการในการนึกถึงท่าน แต่ลำพังจินตนาการไม่สามารถจะให้ภาพที่สมบูรณ์ได้ อย่างที่แม่บอกว่าเทวีประจำสหัสราระคือมหามายา (ภาพลวงตาที่ยิ่งใหญ่ : ผู้แปล) ถ้าพวกเธอสามารถเห็นมหามายาในรูปมนุษย์ เธออาจมีความจงรักภักดีต่อท่านอย่างสมบูรณ์แบบเพราะมหามายาศักตินั้นยิ่งใหญ่เหนือพ้นขอบเขตของจินตนาการของมนุษย์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องปล่อยวางให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (surrender) ด้วยข้อจำกัดของสมองมนุษย์และขีดจำกัดของจินตนาการ เธอไม่สามารถจะมองเห็นท่านได้ มีเพียงหนทางเดียวที่เธอจะสามารถเข้าถึงท่านได้นั่นคือจะต้องผ่านความภักดีและการอุทิศตนเท่านั้นเพราะท่านคือ ภักติคัมยา (ผู้เข้าถึงได้ด้วยความภักดี -ผู้แปล) ดังนั้นเธอจึงต้องมีความภักดีและการอุทิศตนในหัวใจ แต่ความภักดีและการอุทิศตนนั้นจะต้องสะอาดบริสุทธิ์ผ่านหัวใจที่ไร้มลทิน ดังนั้นหัวใจจึงควรได้รับการดูแลให้สะอาดผ่องแผ้วอยู่เสมอ
การจะรักษาจักรหัวใจให้บริสุทธิ์อยู่เสมอเป็นเรื่องยาก มนุษย์มีความเข้าใจความจริงในเชิงเปรียบเทียบ ในขณะที่สัจจะหรือความจริงเป็นเรื่องสมบูรณ์ ดังนั้นการจะเข้าถึงความจริงได้เธอจะต้องขจัดความไม่บริสุทธิ์ต่างๆ ที่อยู่ในใจออกไป ในตอนเริ่มต้นเราพยายามที่จะเข้าสู่การรู้แจ้งผ่านหัวใจที่ยังไม่บริสุทธิ์นัก ตอนนั้นเรายังมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งผิดๆ อยู่ เราคิดว่าเมื่อรู้แจ้งแล้ว เราจะกลายเป็นผู้ที่มีพลังอำนาจหรือผู้วิเศษ หลังจากได้รับการตระหนักรู้แล้วเราก็เริ่มสนใจในสิ่งที่ไร้สาระเล็กๆ น้อยๆ เราเริ่มขอพรเรื่องครอบครัว บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตรธิดา พี่ชาย น้องสาว ญาติพี่น้องวงศาคณาญาติ เพื่อนฝูง เราขอพรให้กับคนที่เรามีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น แม่รู้ว่าเธอจะก้าวผ่านพันธะแห่งสายสัมพันธ์เหล่านี้ไปได้ในไม่ช้า ตอนนี้หน้าที่ของอวตารคือการทำให้ผู้ภักดีหรือศิษย์ของท่านสมความปรารถนา เช่น เมื่อศรีกฤษณะได้รับการร้องขอจากศิษย์ให้มาประทับอยู่กับศิษย์ทุกคนแต่ละคน ดังนั้นศรีกฤษณะจึงได้แบ่งร่างเป็นหลายๆ องค์เพื่ออยู่กับศิษย์ทุกคนตามคำขอ เช่นนี้แม่ถือเป็นความปรารถนาที่ศักดิ์สิทธิ์
แต่เมื่อพวกเธอขอให้แม่ช่วยเหลือญาติพี่น้อง ครอบครัวของเธอ แม่ก็พยายามช่วยอย่างถึงที่สุด รวมทั้งความสุขสบาย (Kshema) จากแม่ เรื่องอาศรมของเธอ และความปรารถนาอื่นๆ ด้วย ในระดับของศรีกฤษณะนี่คือ Yoga-Kshema-Mahamyam ความสุขสบายจากแม่จึงอยู่ในการดูแลในระดับของศรีกฤษณะเพราะนี่คือคำสัญญา แต่ยุคต่อไปจะต้องมาถึง เมื่อเธอมีทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว มีครอบครัวที่ดี มีอาศรมที่ดี มีงานดีๆ ทำ ทุกคนมีความสุขแล้ว ก็ถึงเวลาที่เธอควรจะนึกถึงยุคต่อไปของสหจะโยคะ
ยุคต่อไปเป็นยุคแห่งความเมตตากรุณา แต่จักรของเธอยังคงอ่อนแออยู่ แสงสว่างสีขาวจากการรวมกันของสีทั้งเจ็ดนั้นอาจถูกทำให้เลือนลางลงไปหรืออยู่ในสภาพที่ยังไม่สมบูรณ์ จักรทุกจักรภายในตัวเราจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี เธอต้องตั้งสติและบรรจุความเมตตากรุณา–ความรู้สึกเมตตากรุณาลงในจักรเหล่านี้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรของพระคเณศ เราต้องตั้งสติไปที่จักรนี้อย่างดี เราต้องขอให้ความคิดของเราเต็มไปด้วยคุณสมบัติของท่าน (ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา: ผู้แปล) เพราะการทำเช่นนั้นจะช่วยให้ความคิดของเธอประกอบด้วยคุณสมบัติของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังเช่นในขณะนี้ ด้วยความเคารพที่แท้จริงที่เรามีต่อพระคเณศสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้
เธอควรรู้ไว้ว่าในยุคแรกของสหจะโยคะ แม่ไม่สามารถพูดเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้กับเธอได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เธอจะต้องรวมความรู้สึกไว้ที่จักรมูลาธาระ โดยจักรมูลาธาระเปรียบเสมือนประเทศที่มีกษัตริย์คือพระคเณศเป็นผู้ปกครอง เมื่อเธอตั้งสติที่จักรนี้เธอจงส่งความรู้สึกแห่งความรักและความเคารพบูชาภักดีไปยังพระคเณศเพื่อเป็นการเริ่มต้น
และเพื่อแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของความเมตตากรุณา เธอจงขอพรเพียงประการเดียวจากท่านเท่านั้น อย่าได้ขอพรอื่น พรนั้นคือ “ขอเทพแห่งความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาได้โปรดประทานความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแก่มนุษย์ทุกคนในโลก” แต่ก่อนอื่นตัวเธอเองจะต้องมีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเสียก่อนจึงจะมีสิทธิขอพรนี้จากท่าน ถ้าเธอเองยังขาดคุณสมบัตินี้เธอก็จะไม่มีสิทธิที่จะขอพร หากจะเข้าใจความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เธอต้องพยายามเข้าใจตัวเองก่อน เธอควรรู้ว่าความคิดของเธอกำลังทำงานอย่างไร เช่น เวลาที่เรามองใครสักคน เรารู้สึกอยากเป็นเจ้าของคนๆ นั้นหรือไม่ เรารู้สึกถูกดึงดูดอย่างไม่เหมาะไม่ควรโดยคนๆ นั้นหรือไม่ เรามีความคิดหยาบๆ เข้ามาในใจหรือไม่
สำหรับคนที่มีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เมื่อเขามองดูผู้ชาย ผู้หญิง หรือธรรมชาติที่สวยงาม สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือเขาจะเข้าสู่ภาวะจิตว่าง เมื่อปราศจากความคิดก็จะปราศจากความต้องการครอบครองเป็นเจ้าของหรือความคิดแบบหยาบๆ อื่นๆ หากเราอธิษฐานต่อพระคเณศ แม้ว่าเราจะยังไม่มีสิทธิที่ว่านี้อย่างเต็มที่ก็ตาม ว่า “กรุณาทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีแต่ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้รับพลังแห่งท่านเพื่อที่ข้าพเจ้าจะสามารถแผ่รังสีแห่งความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาไปยังผู้คนทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้ากลายเป็นต้นกำเนิดแห่งความไร้เดียงสา ทุกหนทุกแห่งที่ข้าพเจ้าปรากฎตัวพวกเขาจะสัมผัสถึงความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า” เช่นนี้คือความเมตตากรุณา เป็นความเมตตาในการขอพรจากพระองค์เพื่อให้เราเองมีพลังแห่งความเมตตากรุณา
เมื่อเป็นเช่นนี้แสงประจำจักรต่างๆ จะเริ่มเคลื่อนที่ไปในแนวนอน (Horizontal) ระบบประสาทส่วนกลางของเราจะได้รับแสงสว่างนี้ส่งผลให้เรากลายเป็นความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอันทรงพลัง เราจะไม่ทำตัวโง่เง่าไร้สาระแบบเด็กๆ (childish) แต่เราจะเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ของเด็กไร้เดียงสา (childlike) เราจะมีบุคลิกภาพและความประพฤติที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ปรกติคนที่ดูสง่างามจะขาดความไร้เดียงสาเพราะมีเจตนาที่จะทำตัวให้ดูสง่างามและเป็นผู้ใหญ่เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนอื่น ในขณะที่เด็กๆ กลับไม่ต้องใช้ความพยายามที่จะแสดงออกซึ่งความไร้เดียงสาหรือความสง่างามหรืออะไรทั้งสิ้นเพราะเด็กๆ ไม่มีเจตนาหรือความจงใจดังกล่าว ดังนั้นเราจะต้องพัฒนาคุณสมบัติที่หายากของการผสมสานระหว่างความสง่างามและความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่เรียกว่า ความสง่างามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไร้เดียงสา (innocent dignity) ให้เกิดขึ้นในตัวเรา
เมื่อคุณสมบัติอีกประการหนึ่งของพระคเณศเริ่มทำงานในระดับขยายวงกว้าง เธอจะเริ่มมีวิจารณญาณที่ดี แต่เธอต้องพัฒนาอำนาจแห่งวิจารณญาณ เธอจะต้องสามารถแยกแยะตัววิจารณญาณออกจากพลังของวิจารณญาณให้ได้ (Discretion and power of discretion) อำนาจหมายถึงการกระทำ ตัวอย่างเช่น ถ้าเธอยืนอยู่ที่ไหนสักแห่งเมื่อเกิดอันตรายขึ้นวิจารณญาณตัวนี้จะลงมือกระทำเอง แม้เธอจะไม่ได้พูดออกมา สมมติว่า สหจะโยคีที่ดีคนหนึ่งกำลังโดยสารรถไฟแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นบนรถไฟ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามันเกิดขึ้นก็จะไม่มีใครเสียชีวิต เพราะพลังแห่งวิจารณญาณที่เธอมีจะเป็นผู้ลงมือกระทำเอง เธอไม่ได้เป็นผู้กระทำ แต่พลังอำนาจนี้ต่างหากเป็นผู้ลงมือ เธอเป็นเพียงยานพาหนะที่สะอาดและสวยงามของวิจารณญาณ เมื่อเธอรู้ว่าพลังของวิจารณญานเป็นผู้กระทำ เธอจงรู้ว่าเธอกำลังพัฒนาไปในระดับขยายวงกว้างแล้ว (horizontal)
ในยุคแรกของสหจะโยคะ พวกเธอจำเป็นที่จะต้องพบแม่แบบตัวต่อตัว เธอต้องการเป้าหมายที่ตั้งอยู่ตรงหน้า เธอต้องการให้แม่อยู่ตรงหน้าตลอดเวลาเพื่อที่เธอจะได้มีความสุข ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และความเบิกบาน ต่อมาในยุคที่สอง ความต้องการที่แม่จะต้องอยู่ด้วยตลอดเวลาจะไม่มากเหมือนในยุคแรก แต่เธอจะแบ่งเบาภาระของแม่ นี่คือความปรารถนาของพระเจ้าที่แม่พูดถึง และพวกเธอจะต้องเริ่มปฎิบัติตามนับแต่วันนี้เป็นต้นไป แม่อยู่กับเธอตลอดเวลา แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในร่างนี้ แม่ไม่รู้ว่าแม่จะอยู่ในร่างนี้อีกหรือไม่ แต่เมื่อเธอเริ่มพัฒนาความปรารถนาอันบริสุทธิ์ขึ้นเธอจะได้พบกับปาฎิหาริย์อันยิ่งใหญ่ ตามธรรมชาติแล้วเมื่อทารกถือกำเนิดมารดาก็จะมีน้ำนมโดยอัตโนมัติ เพราะธรรมชาติคือการเชื่อมต่ออย่างแนบแน่นของทุกสรรพสิ่ง เมื่อเธอเป็นบุคคลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เธอจะค้นพบด้วยตัวเองว่านี่คือสัจธรรม ดังนั้นเธอจะพบแม่ได้ในทุกที่ เธออาจพบว่าแม่กำลังเดินอยู่ข้างๆ ในเวลาที่เธอเดินอยู่ตามท้องถนน เพราะว่ายุคที่สองได้เริ่มขึ้นแล้ว เธอไม่ต้องตกใจถ้าพบว่าแม่กำลังนั่งอยู่บนเตียงของเธอและวางมือลงบนศีรษะของเธอ หรือเธออาจพบแม่ในรูปของพระเยซู หรือ ศรีราม เดินเข้ามาในห้องของเธอ จงเตรียมตัวให้พร้อม สิ่งนี้น่าจะเกิดขึ้น
อันที่จริงแล้วมีปาฏิหาริย์หลายอย่างเกิดขึ้นกับเธอไปแล้ว แต่ในระดับที่หยาบกว่า เธอได้เห็นแสงสว่างแผ่ออกจากศีรษะของแม่หรือรูปถ่ายที่แสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ แต่ยังมีอีกหลายอย่างซึ่งอยู่เหนือจินตนาการที่จะเกิดขึ้นกับเธอเพื่อทำให้เธอเชื่อว่าเธอได้บรรลุถึงการพัฒนาการทางจิตวิญญาณขั้นสูงในยุคใหม่ของสหจะโยคะ เพราะนี่คือสภาวะใหม่ที่เธอจะเข้าสู่ระดับที่ขยายออกในแนวราบ ในระดับนี้เธอจะเลิกร้องขอสิ่งต่างๆ ในระดับวัตถุ รวมทั้งการขอพรต่างๆ ในระดับที่ละเอียดอ่อนด้วย การร้องขอจะหมดไป และเธอจะกลายเป็นคนที่มีพลังอำนาจในตนเอง เธอก็รู้ว่าสิ่งที่แม่พูดทุกอย่างเป็นความจริงและเกิดขึ้นจริง ปัญหาอย่างเดียวก็คือ–แม่ไม่สามารถสั่งให้เธอพัฒนาได้ กุณฑลินีที่อยู่ในตัวเธอขณะนี้ได้กระทำการต่างๆ ไปพอสมควรแล้ว ตอนนี้งานเรื่องการแผ่ขยายความเมตตาให้ผู้อื่นนั้น เธอต้องเป็นผู้กระทำเอง เหมือนแสงที่ทวีความสว่างขึ้น และสว่างขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ครอบคลุมก็จะขยายใหญ่ออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเธอจะกลายเป็นผู้หยิบยื่นความเมตตากรุณาให้ผู้อื่น ครั้งที่แล้วแม่ขอให้เธอบำเพ็ญตบะ ด้วยการปล่อยวางอย่างแท้จริง เธอจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในการแสวงบุญเพื่อไปยังปราสาทอันเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ นี่คือการปรากฎขึ้นแวบเดียวของตบะซึ่งเธอจงทำให้สำเร็จ เพราะแม่รู้ว่าพวกเธอบางคนจะต้องประสบปัญหาและความยุ่งยากนิดหน่อย บางคนก็ต้องพบกับความทุกข์บ้างในระหว่างทางแห่งการแสวงบุญของเธอ แต่การที่ได้เสี่ยงได้ผจญภัยบ้างก็น่าสนุกดีไม่ใช่หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้บรรลุถึงสถานที่ซึ่งเหล่ามารร้ายทั้งหลายไม่หาญกล้าที่จะเข้าไป
และถ้าเธอรู้วิธีที่จะสนุกกับความไม่สะดวกสบายต่างๆ เธอจงรู้ว่าเธอกำลังอยู่บนหนทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้หากเธอเริ่มที่จะมีวิจารณญาณโดยอัตโนมัติ จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ
ถ้าเธอพบว่าตัวเองเต็มไปด้วยความสงบสุข แม้จะมีใครมาโจมตีแต่ความโกรธและอารมณ์ขุ่นมัวทั้งหลายกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในสหะจะโยคะ
ถ้าเธอต้องพบกับอุปสรรคในชีวิตที่หนักหนาสาหัสซึ่งถือเป็นการทดสอบอย่างทรหดที่สุดแต่เธอกลับไม่มีความวิตกกังวลใดๆ จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ
เมื่อสิ่งจอมปลอมทั้งหลายไม่สามารถล่อลวงเธอได้อีกต่อไป จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในสหจะโยคะ เมื่อความสมบูรณ์พูนสุขทางวัตถุของคนอื่นไม่อาจทำให้เธอรู้สึกแย่ในรูปแบบใดก็ตาม จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ
เธอไม่อาจใช้ความพยายามใดๆ เพื่อจะกลายเป็นสหจะโยคี ไม่ว่าเธอจะพยายามสักแค่ไหนก็ตามก็ไม่มีทางที่จะทำได้ แต่เธอได้กลายเป็นสหจะโยคีโดยปราศจากความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น นั่นจึงทำให้เธอกลายเป็นคนพิเศษ
ดังนั้นเธอแต่ละคนจึงควรเข้าใจว่าเธอเป็นคนพิเศษ เธอจงอ่อนน้อมถ่อมตนในประเด็นนี้ หลังจากนั้นด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนของเธอจะทำให้เธอบรรลุถึงบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือเธอจะได้รับพลังอำนาจซึ่งจะทำให้เธอเปล่งประกายความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และยังมีวิจารณญาณ ท้ายที่สุดผลที่จะเกิดขึ้นกับเธอก็คือเธอจะกลายเป็นคนที่มีความเมตตากรุณามากขึ้น มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น และมีความอ่อนหวานอย่างจริงใจมากยิ่งๆ ขึ้น และเมื่อนั้นเธอจงตระหนักว่า เธออยู่ในหัวใจของแม่
นี่คือสัญญาณของสหจะโยคีในระดับที่สูงขึ้นได้เกิดขึ้นแล้ว เธอจะพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกระทั่งไม่ต้องทำสมาธิก็อยู่ในสมาธิ ไม่ต้องอยู่กับแม่ แม่ก็อยู่กับเธอ ไม่ต้องขอพรจากพระบิดา พระบิดาก็ให้พรเจ้า
แม่ขอต้อนรับเธอเข้าสู่ยุคใหม่ของสหจะโยคะ
ขอพระเจ้าประทานพรแด่เธอทุกคน […]

Mahashivaratri Puja, Detachment & Enlightenment of Brain Pandharpur (India)

Send Feedback
Share

มหาศิวะราตรีบูชา
ปันดาร์ปูร
๒๙ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗)
ในยุคสมัยนี้ แม้แต่สถานที่ซึ่งควรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ กลับกลายเป็นที่ซึ่งขาดความศักดิ์สิทธิ์อย่างถึงที่สุด สภาพการณ์ในทุกวันนี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเมื่อเราพยายามจะพัฒนาบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญยิ่ง กลับต้องทำเหมือนหน่ออ่อนของต้นไม้ที่ต้องแทงยอดขึ้นมาจากก้อนหิน หน่ออ่อนนี้จะต้องต่อสู้ฟาดฟันกับสารพัดสิ่ง ดังนั้นเราจึงต้องระวังรักษาสมองของเราไม่ให้ถูกกระทบจากสิ่งภายนอก เราต้องใช้วิจารณญาณทำความเข้าใจเกี่ยวกับทุกเรื่องและพยายามหาทางบรรลุเป้าหมายโดยใช้ความอดทนและความเข้าอกเข้าใจ ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
แม่คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราทุกคนเพราะสถานที่แห่งนี้คือที่สถิตของวิราฏ ของศรีวิฐละ สถานที่แห่งนี้ ศรีวิฐละปรากฎพระองค์ต่อหน้าบุตรชายกตัญญูที่อ้อนวอนขอให้พระองค์ยืนอยู่บนก้อนอิฐ พระองค์ทรงยืนรออยู่ที่นั่น ผู้คนเชื่อว่าพระองค์ยืนอยู่ที่นั่น บางคนก็บอกว่ารูปเหมือนของศรีวิฐละผุดขึ้นมาจากพระแม่ธรณีที่เป็นผืนทราย แต่ปุณฑรีกากษะยืนยันว่า “รูปเหมือนของศรีวิฐละเหล่านี้คือศรีวิฐละซึ่งปรากฎพระองค์ต่อข้าพเจ้าและบิดามารดาของข้าพเจ้า ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังมัววุ่นอยู่กับการดูแลบิดามารดา ศรีวิฐละจึงยืนรออยู่บนก้อนอิฐที่ข้าพเจ้าปาออกไป (และขอให้ท่านยืนรอที่นั่นก่อน)” เราจะต้องใช้สามัญสำนึกทำความเข้าใจเรื่องเล่าเก่าแก่นี้ ต้องเข้าใจว่าพระผู้เป็นเจ้าสามารถก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา เราเองซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นก็กำลังกระทำอย่างเดียวกับพระองค์ คือกำลังกระทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นปาฏิหาริย์สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่เมื่อสัก ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ถ้าจะว่าไป วันนี้เราได้เห็นปาฏิหาริย์ต่างๆ มากมายซึ่งมนุษย์เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วจะไม่มีทางคาดถึงได้ว่าพวกเราจะสามารถจัดพิธีบูชาขึ้นในถานที่อันแสนจะไกลโพ้นเช่นนี้ แต่ปาฏิหาริย์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพลังอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า และพวกเราก็เป็นส่วนเล็กๆ มากส่วนหนึ่งของการสร้างปาฏิหาริย์นั้น ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ และไม่ควรจะต้องได้รับการอธิบาย เพราะปาฏิหาริย์เหล่านี้อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะเข้าใจ หรือพระผู้เป็นเจ้าสามารถทำสิ่งใดก็ได้เพื่อให้มนุษย์รับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์
พระองค์สามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปยังทั้งสามมิติ แม้กระทั่งในมิติที่สี่ พระองค์ก็สามารถทำได้ตามความปรารถนา และนี่ก็คือสิ่งที่พวกคุณสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เกิดปาฏิหาริย์ให้พวกคุณได้เห็นกี่ครั้งกี่หนแล้ว แต่พวกคุณก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าปาฏิหาริย์เหล่านี้ทำงานอย่างไร ปาฏิหาริย์เหล่านี้สามารถส่งผลได้แม้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ผู้คนยังคงประหลาดใจว่าปาฏิหาริย์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่ได้ประสบพบเห็นปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้วยตนเองมาแล้ว พวกเราจึงต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นได้แล้วว่าพระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด
พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดก็ได้ทั้งสิ้นตามความปรารถนา ส่วนพวกเรานั้นเป็นเพียงละอองฝุ่นเมื่อเทียบกับพระองค์ เราไม่มีทางที่จะใช้เหตุผลในการเข้าใจปาฏิหาริย์ของพระองค์ได้ จะเป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีทางอธิบายได้ จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อพวกคุณได้บรรลุถึงสภาวะจิตที่มีศรัทธามั่นคงว่าพระผู้เป็นเจ้าคือผู้ทรงพลังอำนาจในทุกๆ เรื่องโดยผ่านประสบการณ์ของคุณเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ยากยิ่ง นั่นเป็นเพราะเรายังเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัด เรามีพลังอำนาจที่จำกัด เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมีพลังอำนาจในทุกๆ ด้านได้อย่างไร ก็เพราะตัวเราเองยังไม่อาจจะบรรลุสภาวะนั้น ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าที่เรากำลังพูดถึงซึ่งคือพระผู้สร้าง ผู้จรรโลงรักษา ผู้ปรารถนาให้พวกเรามีอยู่และพระองค์คือการดำรงอยู่ของพวกเรา คือพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงพลังอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด มีพลังอำนาจในทุกๆ ทาง พระองค์จะกระทำอย่างไรกับพวกคุณก็ได้ตามความปรารถนาของพระองค์ พระองค์จะสร้างโลกทั้งโลกขึ้นมาใหม่ก็ได้ พระองค์จะทำลายโลกใบนี้ทั้งใบลงก็ได้ สุดแท้แต่ความปรารถนาของพระองค์
ที่แม่ให้จัดพิธีศิวบูชาขึ้นที่ปันดาร์ปุระก็เพราะพระศิวะคือตัวแทนของจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณก็สถิตอยู่ในพวกคุณทุกคน โดยสถิตอยู่ที่หัวใจ บัลลังก์ของสทาศิวะนั้นอยู่ที่เหนือศีรษะของคุณ และในขณะเดียวกันก็สะท้อนอยู่ในหัวใจของคุณ ส่วนสมองของคุณคือวิฐละ ดังนั้นการนำจิตวิญญาณมายังสมองหมายถึงการรู้แจ้งของสมอง “การรู้แจ้งของสมอง” หมายถึง สมรรถนะที่จำกัดของสมองได้กลายเป็นสมรรถนะที่ไร้ขอบเขตจำกัดในการที่จะตระหนักรู้ถึงพระเจ้า แม่จะไม่ใช้คำว่า “เข้าใจ” พระเจ้า แต่จะใช้คำว่า “ตระหนักรู้ถึงพระเจ้า” ว่าพระองค์ทรงพลังอำนาจเพียงใด พระองค์ทรงเป็นปาฏิหาริย์ขนาดไหน และพระองค์ทรงยิ่งใหญ่เพียงใด อีกเรื่องหนึ่งคือ สมองของมนุษย์สามารถสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่เมื่อจิตวิญญาณเข้ามาประทับอยู่ที่สมองแล้ว มนุษย์เช่นพวกคุณก็จะสามารถสร้างสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมาได้ เป็นงานที่มีชีวิตของพลังกุณฑลินี แม้แต่สิ่งที่ไร้ชีวิตก็จะเริ่มทำตัวเหมือนมีชีวิต เพราะคุณสามารถสัมผัสถึงจิตวิญญาณในสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้
เช่นเดียวกับที่ทุกๆ อะตอมมีนิวเคลียสอยู่ภายใน แต่ละโมเลกุลก็มีจิตวิญญาณของโมเลกุลนั้นๆ และถ้าหากคุณกลายเป็นจิตวิญญาณแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่าสมองของโมเลกุลและอะตอมก็คือนิวเคลียส คือร่างกายของนิวเคลียส แต่สิ่งที่ควบคุมนิวเคลียสอีกทีก็คือ “จิตวิญญาณ” ซึ่งสถิตอยู่ภายในนิวเคลียสนั้น ขณะนี้พวกคุณสามารถสัมผัสรู้ รู้กายภาพของนิวเคลียสทั้งหมด และภายในนิวเคลียสนั่นก็คือ “จิตวิญญาณ”
ในทำนองเดียวกัน มนุษย์มีกายนี้ มีการสัมผัสรู้ถึงกายนี้ และเราก็มีนิวเคลียสอยู่ในตนเองก็คือสมอง และ “จิตวิญญาณ” อยู่ในหัวใจ ดังนั้น สมองถูกควบคุมสั่งการโดยจิตวิญญาณ ควบคุมอย่างไร? […]

Sahastrara Puja, Above the Sahastrar Gorai Creek, Mumbai (India)

Send Feedback
Share

มหาสหัสราระบูชา
โกไรครีก เมืองบอมเบย์ (มุมไบ)
๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๘๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖)
(แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษซึ่งถอดความมาจากภาษาฮินดี)
ในนามของพวกคุณทุกคน แม่ขอขอบใจกลุ่มโยคีผู้จัดงานในบอมเบย์ที่ได้เตรียมการต่างๆ ให้พวกเราและในนามของแม่เอง แม่ขอขอบใจพวกเขาทุกคน พวกเขาได้เลือกสถานที่อันสวยงามยิ่งแห่งนี้ให้กับเรา สถานที่แห่งนี้คือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้เราในโอกาสที่แม่จะต้องปาฐกถาเกี่ยวกับจักรสหัสราระโดยการได้นั่งใต้ต้นไม้ต้นเดียวกันกับตอนที่จักรนี้ได้เปิดออกเป็นครั้งแรก ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการเปิดจักรสหัสราระได้สำเร็จลุล่วงไปเมื่อ ๑๔ ปี ที่ผ่านมา (หรือเราอาจจะกล่าวได้อีกอย่างว่า เวลาได้ผ่านไปถึง ๑๓ ปีแล้ว และปีที่ ๑๔ กำลังเริ่มต้นขึ้น) แม่ได้เล่าให้พวกคุณฟังเกี่ยวกับการเปิดจักรสหัสราระหลายครั้งหลายหนแล้วในทุกๆ โอกาสครบรอบวันสหัสราระ ว่าได้เกิดอะไรขึ้น สหัสราระถูกเปิดอย่างไร? และสหัสราระมีความสำคัญอย่างไร
แต่ในวันครบรอบ ๑๔ ปี ของสหัสราระ มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากมนุษย์ในขณะนี้มีชีวิตอยู่ในขั้นตอนที่ ๑๔ และในวันที่เขาข้ามพ้นขั้นตอน ๑๔ เขาก็จะกลายเป็นสหจะโยคีที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น ในวันนี้สหจะโยคะจึงกลายเป็นสหจะโยคีด้วย เรื่องมีอยู่ว่า พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างขั้นตอน ๑๔ ระดับไว้ในตัวของเรา หากคุณลองนับง่ายๆ คุณจะรู้ว่า มีจักร ๗ จักรอยู่ภายในตัวเรา นอกจากจักรทั้ง ๗ นี้แล้ว ยังมีอีก ๒ จักระ ที่พวกคุณไม่ค่อยได้กล่าวถึงมากนัก นั่นคือจักรจันทระ (หรือจักรลลิตา) และจักรสุริยะ (หรือจักรศรี) นอกจากนี้ก็ยังมีจักรฮัมสะ (Hamsa) ๗ บวก ๓ เป็น ๑๐ จักร และเหนือขึ้นไป จากสหัสราระ ก็ยังมีอีก ๔ จักระ ซึ่งแม่ได้เคยเล่าให้คุณฟังแล้ว ได้แก่
อรรถพินธุ (Ardha Bindu)
พินธุ (Bindu)
วัลยา (Valaya)
ประทักษิณะ (Pradakshina)
หลังจากที่คุณเข้ามายังสหจะโยคะและหลังจากที่สหัสราระของคุณได้รับการเปิดออก คุณจะต้องก้าวผ่านจักรทั้ง ๔ เหนือสห้สราระนี้ คือ อรรถพินธุ, […]

โปรแกรมสาธารณะ New Delhi (India)

Send Feedback
Share

โปรแกรมสาธารณะ กรุงเดลลี (อินเดีย) ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖
วันนี้ แม่ต้องขอบคุณ Mr.Swanowaphala อีกครั้ง ที่ได้ร้องเพลงที่ไพเราะยิ่งเกี่ยวกับเทวี แม่ประทับใจมากที่แพทริกบอกพวกคุณว่า พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันต้องเป็นเช่นนั้น นั่นคือสัญลักษณ์ของสหจะโยคี ผู้บรรลุถึงความสูงส่งทางจิตวิญญาณในด้านความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น
จักระของเทวีตั้งอยู่ด้านหลังกระดูกทรวงอก บนแนวกระดูกสันหลัง จักระนี้ตั้งอยู่เหนือภวสาคร หรือวอยด์ ตามที่เราเรียกกันในสหจะโยคะ และสะพานที่เหล่าภักตะ ผู้แสวงหาความจริงต้องก้าวข้าม ได้รับการปกป้องจากเทวี ท่านคือคนที่ช่วยเหลือลูกๆ ให้ก้าวผ่านช่องทางนั้นได้ ในขณะที่พลังไม่ดีต่างๆ พยายามที่จะโจมตี
อย่างที่แม่ได้บอกไปแล้วว่า จักระนี้ตั้งอยู่ด้านหลังของกระดูกทรวงอก ในตอนเด็ก ภูมิคุ้มกันถูกสร้างขึ้นในกระดูกทรวงอก ภูมิคุ้มกันนี้ก็คือนักรบ คือทหารของเทวี ภูมิคุ้มกันเติบโตและเพิ่มจำนวนจนถึงอายุ ๑๒ ปี และในท้ายที่สุดก็ถูกแจกจ่ายไปทั่วร่างกาย และมนุษย์ก็ถูกสร้างให้สามารถเผชิญหน้ากับการบุกรุกจากภายนอกได้ ภูมิคุ้มกันเหล่านี้รู้จักวิธีการต่อสู้ มีความมั่นใจในตนเองอย่างยิ่งและรู้ว่าศัตรูของพวกมันคือใคร พวกมันได้รับข้อมูลเหล่านี้ติดตัวมาตั้งแต่ถูกสร้างแล้ว ดังนั้น เมื่อมีสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้าเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะผ่านวิธีการใด เช่น อาหาร คำพูด การกระทำ คนที่ชั่วร้าย มนตร์ดำ ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะรวมตัวกันแล้วเข้าโจมตีผู้บุกรุกแบบเป็นทีม
คนที่จักระหัวใจมิได้พัฒนาขึ้นอย่างเหมาะสม ต้องทุกข์ทรมานจากความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยไปชั่วชีวิต ตอนที่พวกเขาเป็นเด็ก หากคุณพยายามควบคุมพวกเขาด้วยการทำให้กลัว เด็กเหล่านี้จะกลายเป็นคนที่รู้สึกกลัวอยู่ตลอดเวลา พวกเขากลัวความมืด พวกเขากลัวเวลากลางคืน บางคนก็กลัวไปหมดทุกอย่าง เพราะว่าภูมิคุ้มกันที่ถูกสร้างในร่างกายไม่มีจำนวนมากเพียงพอ และเมื่อจักระนี้อ่อนแอ เราจะรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย ในช่วงชีวิตต่อมา เมื่อเด็กเหล่านี้ไปโรงเรียนและพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่ออนาคตของตน ความมั่นใจของเขาก็อาจถูกทำให้สั่นคลอนได้โดยผู้ปกครอง ครูอาจารย์หรือคนภายนอก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้าใจเด็กๆ ที่กำลังเติบโตอยู่
ในโลกตะวันตก พวกเขาพยายามวิเคราะห์ทุกอย่างและพยายามแบ่งมนุษย์ออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ ประการแรก ในความคิดของพวกเขา เด็กๆ ไม่มีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และเห็นแก่ตัวเป็นอย่างยิ่งประการที่สองคือช่วงวัยรุ่น ซึ่งพวกเขาคิดว่าเป็นช่วงที่เอาแต่ใจตัวเองและใช้แต่อารมณ์ ในอินเดีย พวกเราไม่รู้จักว่ามีสิ่งที่เรียกว่าช่วงวัยรุ่นด้วย ตอนนี้ คนในช่วงวัยรุ่นรวมตัวกันแล้วเริ่มวิจารณ์และล้อเลียนกลุ่มผู้สูงอายุ สิ่งนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนแรกพวกเขาล้อเลียนครูอาจารย์ จากนั้นก็ผู้ปกครอง จากนั้นก็ทุกคนที่สูงวัยกว่าพวกเขา พวกเขาเริ่มไปในทางใช้สมองอย่างสุดโต่ง เพราะพวกเขาดูโทรทัศน์และสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป และพวกเราเริ่มมีพฤติกรรมที่รุนแรงในแบบที่ผู้คนคาดไม่ถึงตั้งแต่อายุยังน้อย
แม่เคยมีบ้านอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนประมาณ 40 กิโลเมตร และทุกครั้งที่แม่เดินทางไปลอนดอน แม่ต้องได้เจอเด็กๆ ทำพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงที่ใดสักที่อยู่เสมอ มีอยู่วันหนึ่ง มีเด็กกลุ่มหนึ่งเข้ามาในตู้รถไฟ พวกเขาดึงเอาผ้าปูออกหมด แทงมีดเข้าไปบนที่นั่งแล้วเปิดเบาะออกหมด แม่นั่งดูพวกเขา แล้วถามว่า “ตอนนี้เหนื่อยกันรึยัง นั่งลงสิ มีปัญหาอะไร” พวกเขาตอบ “พวกเราโกรธมาก” แม่ถาม “โกรธอะกัน ทำไมถึงโกรธ” เขาตอบว่า “พวกเราแค่โกรธ” แม่ถามว่า “แต่เธอต้องโกรธอะไรสักอย่างสิ” พวกเขาเป็นเด็กๆ ที่ไปโรงเรียนดีๆ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดีๆ จากนั้น ตอนที่รถไฟหยุด แม่ก็ต้องเรียกคนเก็บตั๋ว และบอกเขาว่าเด็กเหล่านี้ได้ทำการป่าเถื่อนในตู้นอน และคุณเจ้าหน้าที่ควรจะมาดู เขาก็มาดูและกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องธรรมดา” แล้วหลังจากนั้นเขาก็พาเด็กกลุ่มนี้ออกไป
สิ่งเดียวที่แม่รู้สึกในตัวพวกเขาก็คือ พวกเขาทุกคนมีจักระหัวใจกลางที่อุดตัน บนทางเดินของกุณฑลินี พวกเขาอุดตันที่หัวใจกลาง แต่เมื่อพวกเขาเห็นแม่ พวกเขานั่งลง พวกเขานิ่งสงบ พวกเขาฟังแม่ แม่ได้จัดการจักระหัวใจกลางของพวกเขาให้สงบลง และพวกเขาส่วนมากกล่าวว่า “พวกเราโกรธแม่ของพวกเรา” “ทำไมล่ะ” “เพราะพี่ๆ น้องๆ ของพวกเราโกรธ” “แล้วทำไมพี่น้องของพวกเธอถึงโกรธล่ะ” แล้วแม่ก็ได้ค้นพบว่าฟรอยด์ได้ให้แนวความคิดแปลกๆ ที่ต่อต้านแม่ แม่ของตนเองเลยนะ พวกคุณนึกออกไหม ช่างเป็นกิจกรรมที่ต่อต้านพระเจ้าจริงๆ
สำหรับคนอินเดียแล้ว แม่คือสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับคนอินเดียทุกๆ คน เพราะความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยจะอยู่ที่แม่ แม้ว่าพ่อจะเป็นคนโมโหร้าย มักโกรธ แต่พวกเขาก็ยังพึ่งพาและอยู่กับแม่ เพราะว่าแม่คือคนที่รู้ว่าตอนไหนควรโกรธ ตอนไหนไม่ควรโกรธ แม่มีวิจารณญาณแยกแยะ และยังเป็นคนให้ความคุ้มครองด้วย
แนวคิดเรื่องแม่ถูกทำให้ผิดเพี้ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือในสังคมตะวันตก และนี่คือเหตุผลที่เด็กๆ ในประเทศเหล่านั้นรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย และเมื่อเขาโตขึ้น เขาก็จะรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยแบบสุดโต่งไปเลย คุณจะไม่เชื่อเลยว่า พวกเขาเอาแต่ขัดทองเหลือง ทำความสะอาดบ้านอยู่ตลอดเวลา แต่แม้แต่หนูสักตัวก็ไม่เข้าไปในบ้าน และถ้าเขาต้องคุยกับใครสักคน เขาก็ให้คนนั้นยืนข้างนอกและพวกเขายืนพูดจากด้านใน โดยเฉพาะในลอนดอน เพราะพวกเขารู้สึกกลัวจริงๆ ไม่มีใครอยากเชื่อว่า อังกฤษที่เคยปกครองพวกเรา เป็นกลุ่มคนที่ขี้กลัวมาก แต่พวกเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ พวกเขากลัวกันเอง พวกเขากลัวตัวเอง เหตุผลคือ จักระหัวใจกลางอ่อนแอมาก
แม่ได้บอกเหตุผลแรกไปแล้ว นั่นคือความไม่มั่นคงปลอดภัยในครอบครัว เด็กไม่รู้เลยว่า เมื่อพวกเขากลับมาจากโรงเรียนแล้ว แม่ของเขาจะยังอยู่บ้านหรือหายไปแล้ว พวกเขาไม่มีแม่ที่สามารถแบกรับหลายๆ สิ่งจากสามี มีรอยยิ้มและไม่แสดงถึงความทุกข์ทรมานใดๆ ให้ลูกเห็น แต่แม่ในประเทศนั้น เท่าที่แม่เคยเห็น มักจะพยายามใช้ลูกของตนด้วยวิธีการต่อรองทางอารมณ์ คุณอาจเรียกอย่างนั้นได้ พวกเขาพยายามทรมานลูกด้วยการบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่สามีทำกับตน รวมถึงปัญหาใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญหน้ากับสามี ดังนั้นๆ เด็กๆ จึงไม่ได้รับความมั่นคงปลอดภัยจากแม่ ในทางตรงกันข้าม เด็กเริ่มให้ความมั่นคงปลอดภัยแก่แม่ตัวเอง สิ่งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆ แล้วเด็กก็จะกลายเป็นคนที่ไปทางลบมากๆ และอยู่ในฝั่งซ้าย เขารู้สึกว่าเขาเกิดมาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความกลัวและความไม่มั่นคงปลอดภัย
เมื่อผู้ภักดีต่อพระเจ้ามาเกิดในประเทศเหล่านี้ พวกเขาก็เจอสถานการณ์แบบเดียวกัน เพราะพวกเขาคิดว่าต้องไปหาคุรุ เท่าที่เราเห็นมาจนถึงตอนนี้ คุรุทรมานพวกเขา สูบเงินพวกเขา สร้างความทรมานให้พวกเขา และบางครั้งก็ทิ้งเขาไว้ให้เหือดแห้งบนถนน
ในประเทศของเรา เทวีอวตารลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นับพันครั้งที่ท่านถือกำเนิดที่นี่ ที่ใดก็ตามที่ผู้ภักดีเรียกหาท่าน ในตอนที่พวกเขาถูกพลังไม่ดีต่างๆ โจมตี ท่านอวตารลงมาบนโลกนี้เพื่อช่วยเหลือพวกเขา ผู้คนในอดีตเคยยอมรับเรื่องเหล่านี้ แต่ไม่เคยยอมรับจริงๆ จากหัวใจเลย ผู้คนคิดว่านี่เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เทวีเสด็จลงมาบนโลกและพยายามช่วยเหลือผู้คนให้รอดพ้น พวกเขาไม่อาจเชื่อได้ว่า มีศักติที่สามารถลงมาเกิด ต่อสู้กับบรรดารากษสที่ชั่วร้าย กำจัดมันได้ และปกป้องคุ้มครองลูกๆ ผู้ภักดีจากความทุกข์ทรมาน เรื่องเหล่านี้มากไปสำหรับพวกเขาที่จะเชื่อ
แต่วันนี้ ในสหจะโยคะ คุณได้เห็นแล้วว่าเมื่อพลังกุณฑลินีตื่นขึ้นและหยุดอยู่ที่จักระหัวใจกลาง คุณต้องท่องมนตร์ว่า “จะกะดัมบา” (มารดาแห่งจักรวาล) แล้วกุณฑลินีจึงพุ่งขึ้นต่อได้ นั่นหมายถึง เทวีสถิตอยู่ในหัวใจกลาง และเมื่อท่านได้รับการบูชา กุณฑลินีจึงพุ่งขึ้นได้ จักระนี้มีทั้งหมด ๑๒ กลีบ แต่เทวีมี ๑๐๐๐ กร ๑๐๐๐ เนตร ท่านมีนาฑี (ช่องพลัง) ถึง ๑๖,๐๐๐ เพื่อดำเนินงานในแง่มุมต่างๆ สำหรับการรู้แจ้ง แต่สิ่งแรกที่ท่านต้องทำ ด้วยความเมตตา ความใจดี ความกรุณาและความอดทนของท่าน คือการดูดซับบาปทั้งปวง “ปาปวิโมจินี” บาปของเหล่ามนุษยชาติ
มีประโยคหนึ่งในไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่า “ค่าตอบแทนของความกลัวคือบาป” หรือคุณอาจพูดกลับกันได้ว่า “ค่าตอบแทนของบาปคือความกลัว” หากคุณมีความกลัว คุณกำลังทำบาปต่อจิตวิญญาณของตนและต่อพระเป็นเจ้า เพราะว่า หากพระมารดาทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด และท่านสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างให้คุณได้ คุณอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของท่าน แล้วคุณยังจะควรกลัวอะไรอีก นั่นหมายความว่าคุณไม่เชื่อว่าท่านมีพลังมากอย่างนั้นจริงๆ เมื่อใครสักคนมีความกลัว ศูนย์พลังนี้จะเริ่มเต้นเร็วขึ้น ส่งสัญญาณเป็นจังหวะไปยังภูมิคุ้มกันทั่วร่างกาย ด้วยกระบวนการนี้ คุณรู้สึกว่าเกิดอาการสั่นขึ้นในหัวใจ อาการสั่นนี้ก็คือสัญญาณที่ส่งไปยังภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้ด้วยการโจมตีแบบฉุกเฉินนั่นเอง
แต่สำหรับคนที่ความไม่มั่นคงปลอดภัยก่อตัวขึ้นภายหลังในช่วงชีวิต สิ่งนี้จะกลายเป็นปัญหากับร่างกาย หากเขามีความไม่มั่นคงในช่วงต้นของชีวิต นี่จะกลายเป็นปัญหาด้านอารมณ์ แต่หากเป็นระยะต่อมาในชีวิต เมื่อบางคนเริ่มมีความไม่มั่นคงปลอดภัยในลักษณะใดๆ ก็ตาม ตัวอย่างเช่น ภรรยารู้สึกไม่มั่นคงในเรื่องของสามี สามีที่เป็นคนไม่เอาไหนหรือคนไม่ดี และยังไปพัวพันกับผู้หญิงอื่น ดังนั้น ความเป็นแม่ของภรรยาคนนั้นจึงถูกท้าทาย และเมื่อความเป็นแม่ถูกท้าทาย จักระหัวใจกลางนี้ก็จะอ่อนแอลง ซึ่งจะทำให้เธอทรมานค่อนข้างมากและอาจจะเป็นมะเร็วทรวงอกได้ ความไม่มั่นคงปลอดภัยอาจเป็นเพียงจินตนาการที่สร้างขึ้นเองก็ได้ ผู้คนอาจจะคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาและสร้างไม่มั่นคงขึ้นในตัวเอง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
ความกลัวเหล่านี้มีมากกว่าในโลกตะวันตก เพราะชีวิตในโลกตะวันตกไม่มีแก่นสาร ไม่มีคำอธิบาย ไม่ว่าคุณจะถามอะไรพวกเขา เขาก็จะตอบว่า “แล้วผิดด้วยหรือ” สามีจะตอบว่า “แล้วผิดด้วยหรือ” ในการมีภรรยาน้อย ภรรยาก็จะตอบว่า “ไม่เป็นไร หากเขาต้องการ ก็ให้เขามีไป” ในอินเดีย ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะทนกับเหตุการณ์เช่นนั้น เขาจะอดอาหาร เขาจะทำทุกอย่าง แต่จะไม่สัมผัสตัวผู้ชายที่มีภรรยาน้อยเลย
ดังนั้น พื้นฐานของความเข้มแข็งของผู้หญิงอินเดียอยู่ที่ความบริสุทธิ์ทางเพศของพวกเขา ความบริสุทธิ์ทางเพศของผู้หญิงอินเดียยิ่งใหญ่มากเสียจนไม่มีสิ่งใดสามารถขัดขวางพวกเขาได้ตราบได้ที่พวกเขายังมีความบริสุทธิ์ทางเพศอยู่ แต่หากพวกเขาไม่มีความบริสุทธิ์นี้ ความกลัวจะหยั่งรากลึกได้เร็วมาก ความบริสุทธิ์ทางเพศคือความเข้มแข็งของผู้หญิง และนั่นคือเหตุผลที่ ผู้หญิงที่มีความกลัว ส่วนมากจะมีปัญหาว่า ความบริสุทธิ์ของพวกเขาถูกท้าทาย ผู้หญิงที่กลัวว่าความบริสุทธิ์ของตนอาจถูกรบกวน ก็อาจจะทำให้มีปัญหากับจักระหัวใจได้ ผู้หญิงเหล่านั้นอาจเป็นมะเร็งทรวงอก มีปัญหาในการหายใจ และรวมถึงโรคภัยที่น่ากลัวอื่นๆ ในระดับของอารมณ์ด้วย
จักระนี้จะถูกทำลาย หากผู้หญิงคนนั้นสูญเสียลูกที่มีอยู่เพียงคนเดียวไป เพราะว่าเขาจะรู้สึกว่า ความเป็นแม่ได้จบสิ้นลงไปแล้ว และนั่นคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิง ถ้าเขาเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่หากเขาไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ ก็จะไม่รู้สึกอะไรมากนัก และเขาก็จะมีพฤติกรรมในแบบที่เป็นผู้ชายมากๆ และนี่คือสิ่งที่แม่เห็นในโลกตะวันตก ผู้หญิงไม่ได้ใส่ใจอะไรนักหากลูกของตัวเองเสียชีวิต แต่นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้หญิงอย่างแท้จริง หากคุณเป็นผู้หญิง คนจะต้องมีความรู้สึกต่อลูกๆ และการเสียชีวิตของพวกเขา แต่หลังจากเวลาผ่านไป ผู้หญิงที่แท้จริงเหล่านั้นก็จะกลับมาอีกครั้งและยอมรับชีวิตในแบบที่มันเป็น เพื่อสามีของเธอเอง หรืออาจจะเพราะเธอมีลูกคนอื่นๆ หรือญาติๆ คนอื่นๆ เธอจะกลายเป็นคนที่มีพลังอย่างยิ่ง อันเป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ได้เคยเกิดขึ้นกับเธอ
แต่สิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อจักระหัวใจของคุณอยู่ในภาวะปกติ ผู้หญิงเหล่านั้นไม่แค้นเคือง ไม่บ่น สงบเงียบเป็นอย่างยิ่ง และสามารถแบกรับสิ่งต่างๆ ได้มากมาย พวกเขาอดทนอย่างยิ่งและสามารถทนได้กับทุกสิ่งเพื่อช่วยเหลือลูกๆ แต่พวกเขาก็ไม่ตามใจลูกๆ จนเสียคน พวกเขาจะไม่ตามใจลูกๆ เด็ดขาด เพราะเขารู้ว่า การตามใจแบบนั้นแย่ยิ่งกว่าการทุบตีเสียอีก พวกเขาจะไม่ตามใจลูกๆ หรือแม้แต่ปรนเปรอพวกเขา และจะไม่ถูกลูกๆ ควบคุมอีกด้วย พวกเขารู้ว่า “ฉันต้องนำทางและดูแลลูกๆ” ดังนั้น พวกเขาจะดูแลทั้งอุดมคติ จริยธรรมและคุณธรรมของลูกๆ และหากลูกๆ พยายามหนีห่างจากสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกๆ กลับมาสู่คุณธรรมและชีวิตที่ดีกว่า แต่ผู้หญิงเหล่านั้น ที่ไม่สนใจต่อพัฒนาการทีละขั้นของลูก ก็มักจะหลีกเลี่ยงหรือหลีกหนีประเด็นเหล่านี้
สำหรับผู้ชาย จักระนี้จะอุดตันหากเขาสูญเสียแม่ตั้งแต่ยังเด็ก หรือถ้าแม่ของเขาบังเอิญเป็นผู้หญิงที่โหดร้าย นอกจากนั้น จักระนี้จะอุดตันในตัวผู้ชายหากเขาเคยเข้าร่วมสงคราม และเขาได้เคยเห็นภาพที่น่ากลัวต่างๆ ในสงคราม คนเหล่านี้จะมีอารมณ์อ่อนไหวมาก และสามารถถูกคนที่พยายามจะครอบงำอารมณ์หลอกได้โดยง่าย
แล้วเราจะทำให้จักระนี้ดีขึ้นได้อย่างไร ในสหจะโยคะ เรามีเทคนิคมากมายที่จะทำให้จักระนี้ดีขึ้น และนำเอาความมั่นใจในตนเองกลับมา อย่างที่แพทริกได้กล่าวไว้ว่า เขาไม่เคยพูดต่อหน้าผู้คน และแม่เห็นนักแสดงมากมายที่แสดงได้เป็นอย่างดี เมื่อเขามาที่โปรแกรมของแม่ เขาบอกแม่ว่า “คุณแม่ ได้โปรดอย่าให้พวกเราต้องพูดต่อหน้าผู้คนเลย พวกเราไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร พวกเราแสดงได้ แต่เราพูดกับผู้คนไม่ได้” พวกเราเคยพยายามสักสองสามครั้ง และสุดท้ายคือพูดได้แค่สองสามประโยค บ่นอะไรพึมพำแล้วก็นั่งลง แม่ค้นพบว่า พวกเขาทุกคนมีจักระนี้อยู่ในสภาพแย่มากๆ บางทีพวกเขาอาจขาดความรักจากแม่ บางทีพวกเขาอาจจะไม่รักแม่ หรือบางทีพวกเขาอาจจะไม่เข้าใจคุณค่าของพรหมจรรย์ในผู้หญิง
ดังนั้น พวกผู้ชายที่พยายามมองผู้หญิงทุกคนที่เดินผ่าน ผู้ชายที่พยายามมีสายตากำหนัด สามารถทำให้จักระนี้มีสภาพแย่มากๆ ได้ และปัญหามากมายก็จะตามมาเพราะจักระนี้อ่อนแอ
หนึ่งในปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้คือมะเร็งปอด แม่เคยเห็นจักระนี้อยู่ในอ่อนแอมากอันเป็นผลมาจากความละเลยบางประการในชีวิต ตัวอย่างเช่น บางคนชอบอาบน้ำร้อน แล้วก็ออกจากที่อาบน้ำร้อนเข้ามาในที่เย็นๆ ในทันที คนเหล่านี้จะมีจักระนี้อุดตันเป็นอย่างมาก และจะมีปัญหา ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูไม่ซับซ้อน นั่นก็คือ หลายคนมีนิสัยที่ชอบใส่กุรต้าหรือเสื้อเชิ้ตตัวเดียวโดยไม่ใส่เสื้อด้านใน โดยเฉพาะในฤดูร้อน นี่ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน ผู้ชายควรใส่เสื้อไว้ด้านในเสมอ ไม่เช่นนั่นเวลาที่เขาเหงื่อออก อาจจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับจักระหัวใจกลางได้
จักระหัวใจจะอุดตันจากปัญหาด้านอารมณ์หลายๆ แบบในมนุษย์ สามีและภรรยา หากพวกเขาทะเลาะกันตลอดเวลา หากมีการทะเลาะเบาะแว้งอยู่เสมอในบ้าน โดยเฉพาะหากแม่เป็นคนบงการครอบงำ ลูกจะมีปัญหาที่จักระนี้ และหากพ่อเป็นคนบงการครอบบำ ลูกจะมีปัญหาที่หัวใจโดยตรง ดังนั้น นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่สามีและภรรยาจะต้องไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูกๆ
อวตารของเทวีสถิตอยู่ในจักระนี้ ท่านเสด็จลงมาบนโลกนี้แล้วนับพันครั้ง และท่านประทับอยู่ที่นี่เพื่อคุ้มครองพวกคุณ แต่ก่อนอื่น คุณต้องมีค่าควรแก่การคุ้มครองของท่านก่อน เมื่อท่านลงมาบนโลกนี้หลายต่อหลายครั้ง ร่างกายของท่านถูกสร้างขึ้นจากพลังต่างๆ กัน ราวกับว่าท่านคือฟองอากาศ และฟองอากาศนี้ถูกปกคลุมด้วยหลายๆ สิ่งที่เพิ่มเข้ามา นั่นคือวิธีการที่เทวีได้รับสิ่งต่างๆ มากมายจากเทพเจ้าต่างๆ ตัวอย่างเช่น ผมของท่านได้รับจากพระยม เทพแห่งความตาย จมูกได้รับจากท้าวกุเวร เทพแห่งทรัพย์สมบัติ หูได้รับจากเทพแห่งลม ในลักษณะเช่นนี้ ร่างกายของท่านถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษจากแก่นแท้ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ผู้มอบพลังเหล่านี้ให้แก่เทวี เพื่อให้ท่านพร้อมสำหรับการทำงานที่หลากหลาย
อย่างที่แม่บอกไปแล้วว่า งานแรกที่ท่านทำคือ การช่วยเหลือลูกๆ ให้พ้นจากพลังด้านลบ ท่านเป็นผู้อ่อนหวานและใจดีอย่างยิ่ง แต่ท่านก็สามารถดุร้ายมากได้เช่นกัน หมายความว่า ท่านสามารถฆ่าหรือทำลายใครก็ตามที่พยายามครอบงำหรือกดทับลูกๆ ของท่าน “อติเสามยา” (อ่อนโยนยิ่ง) “อติเราทรา” (ดุร้ายยิ่ง) ลักษณะทั้งสองนี้ปรากฏในเทวีท่านนั้น เพราะท่านคือแม่ และท่านต้องการช่วยเหลือลูกของท่านไม่ว่าจะโดยวิธีใด กับลูกของท่านก็เช่นกัน หากเขาเลยจุดที่ทำความเข้าใจ หากเขาแสดงว่าตนไม่อยู่ในกฎระเบียบ เทวีก็จะดึงเขากลับลงมาด้วยวิธีการบางอย่างเช่นกัน
ก่อนอื่น ท่านจะมอบทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อกำจัดความกลัวออกไปจากจิตของผู้แสวงหา ประการที่สอง ท่านรักษาจักระนี้ด้วยการให้กำเนิดภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมในร่างกาย และมอบไวเบรชั่นให้แก่ภูมิคุ้มกันที่เหนื่อยล้า เพื่อให้พวกมันกลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง
แม้แต่ในชีวิตประจำวัน ท่านก็อาจจะส่งสัญญาณบอกว่าท่านนั้นมีอยู่จริง ด้วยการแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ ต่อลูกๆ ของท่าน ครั้งหนึ่งมีสุภาพสตรีคนหนึ่งกำลังจะมาหาแม่ แต่เขามาค่อนข้างช้า ตอนที่เขามาถึง แม่ก็ถามเขาว่ามีปัญหาอะไรหรือ เขาตอบว่า “ไม่มีค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่ารถเมล์ที่นั่งมาตกลงไปข้างทางประมาณ ๒๐-๓๐ ฟุต รถกลิ้งลงไปและสุดท้ายตกลงข้างทาง แต่ทุกคนในรถปลอดภัย คนขับรู้สึกหงุดหงิดและวิ่งหนีไป จากนั้นก็มีคนในรถที่รู้วิธีขับรถเข้ามาขับรถแทน เขาสตาร์ทรถและรถก็เริ่มเคลื่อนที่ แล้วพวกเราก็กลับมาถึงมุมไบ” ระหว่างทางกลับมา พวกเขาเริ่มถามว่า “ต้องมีนักบุญนั่งอยู่ที่นี่แน่ ไม่งั้นพวกเราจะได้รับการคุ้มครองได้อย่างไร มีเพียงนักบุญเท่านั้นที่คุ้มครองพวกเราแบบนี้ได้” แล้วสุภาพสตรีคนนั้นสวมแหวนของแม่ “โอ้” พวกเขาพูดต่อว่า “คนนี้เป็นลูกศิษย์ของศรีมาตาจี” แล้วพวกเขาก็เริ่มคุกเข่าต่อหน้าสุภาพสตรีคนนั้น ทั้งกล่าวว่า “ท่านได้ช่วยเหลือพวกเรา ท่านได้ช่วยเหลือพวกเรา”
มีปาฏิหาริย์มากมายเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ เมื่อคุณเห็นอุบัติเหตุกำลังเกิดขึ้น ทันใดนั้นคุณจะพบว่ามันจบไปแล้ว มีนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งชื่อ มาราเท เขากับเพื่อนนักหนังสือพิมพ์อีกคนกำลังเดินทางมาจากโลณาวฬา แล้วถนนก็ลื่นมาก รวมถึงเบรคก็ใช้งานไม่ได้ คนขับกล่าวว่า “ตอนนี้เบรคใช้งานไม่ได้แล้ว ขอให้ภาวนาต่อพระเป็นเจ้าละกัน” พวกเขาจึงเริ่มระลึกถึงพระแม่ ทันใดนั้น พวกเขาเห็นรถบรรทุกคันใหญ่กำลังมุ่งมา และพวกเขากำลังจะชนกับรถคันนั้นแล้ว พวกเขาหลับตาลง มีเพียงพระเจ้าที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาลืมตาอีกรอบ เห็นรถบรรทุกกำลังแล่นออกไปและพวกเขาก็เคลื่อนที่ออกไปอย่างไม่ยากลำบาก พวกเขาประหลาดใจมากว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ราวกับว่ามีใครสักคนยกรถของพวกเขาให้ออกไปพ้นรถบรรทุก แล้วพวกเขาก็ได้รับการช่วยเหลือให้ปลอดภัย คนขับก็หลับตาและท่องพระนามของเทวีเช่นกัน แต่มันเป็นไปได้ มันได้เกิดขึ้นกับผู้คนมากมายโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่ามันเป็นไปได้อย่างไร
ดังนั้น เราต้องเชื่อว่า พวกเรามีพระแม่อยู่ภายใน ในหัวใจของพวกเรา และหากท่านตื่นขึ้น ท่านจะดูแลพวกเรา ท่านจะมอบความคุ้มครองทุกอย่างที่จำเป็น และไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกต่อไป
แต่พวกคุณคงจินตนาการได้ อย่างที่แพทริคได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน ว่าพวกเขาค่อนข้างหวาดกลัว และแม่รู้ว่าพวกเขาเป็นเช่นนั้น แม้แต่ภาษาอังกฤษก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาจะพูดตลอดเวลาว่า “ฉันเกรงว่า” “ฉันเกรงว่าฉันต้องไป” จะต้องไปเกรงกลัวอะไรถ้าคุณต้องไป คุณก็ควรจะไป “ฉันเกรงว่า ถ้าฉันทำเช่นนี้” พวกเขาดูกระวนกระวายใจแบบนั้นตลอดเวลา พวกเขากระวนกระวายใจ และเมื่อเขาพูดคุย พวกเขาดูหวาดกลัวจนบางครั้งคุณจะรู้สึกกระวนกระวายไปกับพวกเขา คุณไม่รู้ว่าจะเข้าถึงพวกเขาได้อย่างไร เพราะพวกเขาดูกระวนกระวาย และหนึ่งในเหตุผลที่พวกเขาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายก็คือ พวกเขาวางแผนมากเกินไป คิดมากเกินไป วิเคราะห์มากเกินไป อีโก้จึงหยั่งรากลึกในสมอง แล้วสุดท้ายก็ปกคลุมหัวใจทั้งหมด เพราะว่าอีโก้ปกคลุมหัวใจ พวกเราจึงมีความกลัว จริงๆ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หากคุณเต็มไปด้วยอีโก้ คุณจะเริ่มมองเห็นตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเมื่อคุณอยู่ในระดับหนึ่ง คุณจะเห็นแม้แต่อีโก้ของตัวเองได้ชัดเจน แล้วคุณก็จะเริ่มกลัวคนอื่น เพราะคุณคิดว่าเขาก็น่าจะมีอีโก้แบบเดียวกัน และคุณก็กลัวสิ่งนั้นมาก
ในประเทศตะวันออก สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ในอินเดีย หากคุณต้องไปติดต่อราชการ คุณต้องระวังตัว เพราะใครก็ตาม แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ สามารถตะโกนใส่คุณได้โดยไม่มีเหตุผล พวกเราสร้างระบบของการตะโกนแบบนี้อยู่ตลอดเวลา เอาแต่ตะโกนไปเรื่อยๆ เหตุผลที่เขาตะโกนใส่คุณเพราะเขาเองก็รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เจ้าหน้ารัฐรู้สึกไม่มั่นคงเพราะเจ้านายของเขา เจ้านายเองก็หวาดกลัวเจ้านายในระดับสูงขึ้นไป เจ้านายระดับสูงก็หวาดกลัวเจ้านายใหญ่อีก และสุดท้ายแล้ว รัฐมนตรีกลัวประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง และประชาชนก็กลัวรัฐมนตรี ช่างเป็นวงจรอุบาทว์ ดังนั้น ระบบทั้งหมดทำให้เราตกอยู่ในความไม่มั่นคงปลอดภัย และคุณก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาตะโกนใส่อะไร มีอะไรที่ต้องให้ตะโกนใส่ จากนั้น คุณก็เริ่มยึดติดกับตัวตนผิดๆ มากเสียจนไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป คุณจะกลายเป็นเลขานุการ หรือเลขานุการระดับล่าง หรือเลขานุการร่วม แม่ไม่รู้ว่าใครสูงหรือต่ำกว่ากัน แล้วคุณจะมีเลขาคนอื่นๆ อีก แล้วคุณก็จะมีธุรการ และก็คนนั้น คนนี้ คุณจะกลายเป็นสิ่งนั้น คุณจะกลายเป็นสิ่งนั้นเท่านั้น และเพราะว่าคุณกลายเป็นตำแหน่งนั้น คุณจะต้องมีเขาสองข้าง และคุณต้องตะโกนใส่ผู้คน มิเช่นนั้น ก็จะไม่มีใครเชื่อว่าคุณอยู่ในตำแหน่งอะไรบางอย่าง
ดังนั้น นี่คือรูปแบบหนึ่งของตัวตนที่พัฒนาขึ้นภายในตัวมนุษย์ สิ่งนี้ก็เช่นกัน เกิดขึ้นเพราะว่าจักระหัวใจไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างเหมาะสม เพราะหากหัวใจของคุณพัฒนาขึ้นมาอย่างเหมาะสม คุณจะเป็นมนุษย์ คุณจะรู้ว่า แม่ของคุณได้มอบการเกิดนี้ให้กับคุณ และคุณคือมนุษย์ ไม่จำเป็นจะต้องกลัวมนุษย์คนอื่น ซึ่งก็เป็นลูกของแม่ของคุณเหมือนกัน ดังนั้น จึงไม่มีควรมีความกลัวดังกล่าว
แต่ปัญหาวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มสวมใส่เครื่องแต่งกายต่างๆ ถ้าหากพวกเขาใส่สูท ก็จะพูดภาษาอังกฤษทันที แต่พอใส่ชุดกุรต้า พวกเขาจะเริ่มพูดภาษาฮินดี หรือไม่ก็ตอนใส่ชุดโธตี ภาษาฮินดีและชุดกุรต้า พวกเขาอาจเริ่มให้ … […]

Shri Mahalakshmi Puja, Ganesha Tattwa Kolhapur (India)

Send Feedback
Share

มหาลักษมีบูชา
โกลฮะปูร
๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖)
วันนี้ วันปีใหม่มาเยือนอีกครั้งหนึ่งแล้ว เหตุที่ปีใหม่ทุกๆ ปีมาเยือนเรา ก็เพราะเราจะต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเช่นดวงอาทิตย์ได้ถูกจัดสรรมาให้เคลื่อนไปครบ ๓๖๕ วัน หลังจากนั้นก็เป็นรอบปีใหม่อีกครั้ง อันที่จริงระบบสุริยจักรวาลของเราทั้งหมดมีการเคลื่อนไหวเป็นเกลียว (spiral) ดังนั้น ระบบสุริยจักรวาลของเราจึงเคลื่อนไหวในลักษณะที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี โดยจะหมุนสูงขึ้นในลักษณะเป็นเกลียว ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในระดับของสติรับรู้ (awareness) ของมนุษย์ทั้งหลายต่างก็พัฒนาสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นในอดีตถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อ ๒๐๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยระบบที่เป็นจุดเริ่มของจักรวาลทั้งหมดเป็นต้นแบบชิ้นแรกที่ถูกสร้างขึ้นมา “ต้นแบบ” อันนี้จะต้องถูกทำให้สมบูรณ์ โดยเมื่อต้นแบบสมบูรณ์แล้วก็จะสามารถสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับสิ่งที่เหลือต่อไปได้ ดังนั้น นี่คือต้นแบบที่สมบูรณ์ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาให้ก้าวสูงขึ้นไปและนี่ก็คือระบบที่จะทำให้เกิดวิวัฒนาการขึ้นสูง (ascent) ทั้งนี้จักรวาลส่วนที่เหลือจะมีการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์แบบในหลายทิศหลายทางด้วยกัน
ในวันนี้เราจะต้องมาพิจารณาหลักการของมหาลักษมี อย่างที่แม่ได้เคยบอกคุณแล้วว่า “มหาลักษมี” คือหลักการที่สมบูรณ์แบบ เป็นหลักการที่สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์จริงๆ เป็นหลักการที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว และก็จะยังมีความสมบูรณ์ต่อไป จะมีความสมบูรณ์ชั่วกัลปาวสาน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแก้ไขหลักการนี้ ประเด็นเกี่ยวกับ “มหาลักษมี” ที่แม่กำลังพูดถึงจะเชื่อมโยงกับการที่พวกคุณอาจจะได้ไปเยี่ยมชมวิหารของมหาลักษมีในวันนี้ เมื่อคุณไปถึงวิหารมหาลักษมี คุณจะต้องทราบว่า เทวีพระองค์นี้ท่านผุดขึ้นมาจากพระแม่ธรณี ณ สถานที่พิเศษแห่งนี้ หมายความว่า สถานที่แห่งนี้มีคุณสมบัติที่จะให้พลังอำนาจ (force) แก่พวกคุณ อาจกล่าวได้ว่า เป็นพลังอำนาจที่เพิ่มขึ้นมาก หรือพลังอำนาจที่จะทำให้รู้สึกได้อย่างเข้มข้นชัดเจนถึงการวิวัฒนาการ ถ้าหากคุณมีความรู้สึกที่ไวพอ คุณก็จะรู้สึกได้ และคุณก็จะทำได้ แต่ถ้าหากประสาทสัมผัสของคุณไม่ไวพอ หรือยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ และยังคงใส่ใจแต่สิ่งภายนอก คุณก็อาจจะไม่ได้รับพลังนั้น แม่หมายความว่า หลายๆ อย่างสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ แต่หากในกรณีของคนที่ต้องการทำตัวเป็นเหมือนก้อนหิน คุณก็จะช่วยอะไรเขาไม่ได้
หลักการของมหาลักษมี ทำงานอยู่ ณ โกลฮะปุระ (Kolhapur) ปกติแล้ว ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โกลฮะปุระจะต้องเป็นเมืองที่มีอุณหภูมิร้อนจัดมากๆ แต่ขนาดตอนหน้าร้อน โกลฮะปุระก็ยังมีอุณหภูมิที่เย็นมาก เพราะว่าได้รับไวเบรชั่นที่ส่งออกมาจากวิหารแห่งนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ อาจจะไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เราบอกไม่ได้ว่าพวกเขารู้หรือไม่ เพราะในบริเวณนี้มีพลังที่ไม่ดีซ้อนอยู่ด้วย มีโรงงานน้ำตาลหลายแห่ง และผู้คนที่นี่นิยมดื่มสุราเมามาย แต่เราก็จะต้องใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดจากสถานที่ทุกแห่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างเป็นการเฉพาะ การที่เราได้มาที่นี่ก็เป็นการแสวงบุญอย่างหนึ่ง เป็นการทำให้เราจะต้องดูแลรักษาหลักการมหาลักษมี อันเป็นพื้นฐานในการก้าวขึ้นสูงทางจิตวิญญาณของเรา อย่างที่พวกคุณทราบแล้วว่า การก้าวขึ้นสูงทางจิตวิญญาณ (ascent) จะเริ่มขึ้นจากจักรนาภี ซึ่งล้อมรอบโดยหลักการของคุรุ (Guru Principle) อีกทีหนึ่ง
ในเรื่องหลักการของคุรุที่อยู่ภายในของเรานั้น หากได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย หรือหากหลักการนี้ถูกต่อต้านครอบงำจนกระทั่งหลักการนี้ไม่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเราลึกลงไปถึงระบบประสาทได้ หากหลักการของคุรุไม่สามารถแสดงออกมาผ่านบุคลิกภาพและพฤติกรรมของเราได้ “มหาลักษมีตัตวะ” ก็จะพัฒนามั่นคงขึ้นไม่ได้เช่นกัน มหาลักษมีตัตวะจะถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยหลักการของคุรุ วันนี้พวกคุณโชคดีที่เรามีวันเกิดของทัตตา (Dutta) ซึ่งเราได้ทำพิธีบูชาทัตตาเตรยะไปเมื่อวันก่อน และมาวันนี้ เราก็มีโอกาสได้จัดพิธีบูชามหาลักษมี การจะพัฒนาหลักการของคุรุให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วน เราจะต้องทำให้ธรรมะของเราถูกต้องก่อน ธรรมะเหล่านี้ อย่างที่แม่ได้เคยบอกพวกคุณหลายครั้งหลายหนแล้วว่ามีด้วยกัน ๑๐ ประการ และเราจะต้องดูแลเอาใจใส่ธรรมะทั้งสิบเหล่านี้ด้วยความระมัดระวังยิ่ง แม้ว่าธรรมะเหล่านี้จะถูกแสดงออกมาภายนอก และสิ่งใดก็ตามที่อยู่ภายในก็จะปรากฎออกมาภายนอกด้วย แม่พบว่าเวลาพวกคุณพูดจากัน แม่จะดูออกอย่างชัดเจนว่าใครเป็นคนไม่ดี (negative) และใครเป็นคนดี (positive) การแสดงออกถึงความดีทำได้หลายวิธี แต่แม่บอกพวกคุณไม่ได้ว่าแม่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เพราะแม่ไม่รู้จะบอกคุณได้อย่างไรดี แต่แม่รู้ก็แล้วกันอย่างชัดเจนเลยว่าคนแบบนี้ดี คนแบบนี้ไม่ดี ความดี (positivity) เกิดขึ้นได้จากการเข้าใจว่า ทำไมเราจึงอยู่ที่นี่? […]

คำบรรยายจักรมูลาธาระถึงวอยด์ – “พวกเราต้องรู้บางอย่างมากกว่านี้” Guildhall Theatre, Derby (England)

Send Feedback
Share

คำบรรยายจักรมูลาธาระถึงวอยด์ — “พวกเราต้องรู้บางอย่างมากกว่านี้”
โปรแกรมสาธารณะ, หอประชุมกิลด์ เดอร์บี้, สหราชอาณาจักร, ๑๐ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๘๒ (พ.ศ. ๒๕๒๕)
ขอขอบคุณสหจะโยคีทุกคนจากเดอร์บี้ไชร์และเบอร์มิงแฮมที่ให้โอกาสแม่ในการพูดกับผู้แสวงหาที่นี่
เรามีผู้แสวงหาในยุคใหม่นี้ เป็นสิ่งที่พิเศษมาก เราไม่เคยมีผู้แสวงหามาก่อน อย่างน้อยก็มีไม่มากนัก เคยมีแต่คนที่แสวงหาเงินทอง เคยมีจำนวนมากพอๆ กับคนที่กำลังแสวงหาในยุคนี้, คนที่แสวงหาอำนาจตามประเทศต่างๆ แต่มีน้อยคนนักที่เป็นดุจไข่มุกแห่งความผาสุกของพระเจ้า น้อยมาก เหตุผลคือสติรู้ สติรู้ระดับกลุ่มของมนุษย์ มนุษย์ไม่ได้คิดว่าพวกตนนั้นสามารถเข้าถึงสติหยั่งรู้ หรือไม่ได้คิดว่าตนต้องการแสวงหาบางสิ่งบางอย่าง
แต่วันนี้ช่างเป็นการผสมผสานที่สวยงาม ที่มีผู้แสวงหาที่มีคุณภาพสูงเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ผู้ที่แสวงหาเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งหรือสองคนที่ตรงนั้นตรงนี้ นั่งอยู่บนยอดเขา ในถ้ำหรืออะไรอย่างนั้นเพื่อนั่งสมาธิ แต่มีคนมากมายที่กำลังแสวงหา คนที่รู้สึกไม่พอใจกับตัวเอง กับสิ่งที่พวกเขามี พวกเขาคิดว่ามันต้องมีบางสิ่งที่เหนือขึ้นไป คนที่รู้สึกว่าพวกเขายังไม่ได้พบกับความหมายของตนเอง คนที่รู้สึกว่าพวกเขายังไม่ได้พบกับจุดประสงค์ของชีวิต คนที่รู้สึกว่ามีบางอย่างที่สูงส่งกว่าสิ่งที่พวกเขาค้นหาอยู่ในปัจจุบัน คนเหล่านี้คือผู้แสวงหา ไม่ใช่เฉพาะวันนี้แต่เป็นพันๆ ปี
ช่วงเวลาของพระคริสต์ไม่มีผู้แสวงหาเลย เพราะแม้แต่ศิษย์ของท่านเอง พวกเขาก็ถูกบังคับให้เข้ามาหาพระองค์ และพระคริสต์ต้องไปแสวงหาพวกเขาและตามหาพวกเขา แล้วพูดกับพวกเขาถึงสิ่งนั้น ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์ที่มีผู้แสวงหามากมาย
แต่ปัญหาที่เกิดกับผู้แสวงหาทุกวันนี้คือ พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาแสวงหาอะไร ไม่รู้ว่าต้องแสวงหาอะไร แสวงหาอย่างไร? ควรคาดหวังสิ่งใด? พวกเขาเข้าไปสู่ดินแดนที่ตนไม่รู้จัก เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่รู้เลย แล้วพวกเขาก็แสวงหาในพื้นที่ที่ไม่รู้จักนี้ ที่มีตัวแทนหลายคน คนเหล่านั้นต่างกล่าวว่า “ฉันนี่แหละสามารถมอบสินค้าแก่ทุกคน” อีกคนก็กล่าวว่า “ฉันเป็นผู้ที่สามารถทำได้” ความสับสนก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ยุคใหม่นี้คือยุคของความสับสน สับสนอย่างยิ่ง และเมื่อเกิดความสับสนขึ้นแล้ว เราจึงค่อยค้นหาหนทางแก้ปัญหาที่ดีเลิศและยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดในทีเดียว ไม่เคยมีความสับสนอย่างนี้ในจิตใจของมนุษย์ อย่างที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เช่นเดียวกับความถูกผิด ไม่เคยมากขนาดนี้ ไม่ว่าอะไรที่เราพูดว่าไม่ดี พวกเขาจะทำทั้งที่รู้ว่ามันผิด ถ้าพวกเขาเป็นคนดีเขาก็จะบอกว่า “เอาหละ นี่เป็นสิ่งดีเราจะทำความดี” ขณะที่ทุกคนรู้ว่าสิ่งนี้ถูกหรือผิด – […]

The Value of Marriage London (England)

Send Feedback
Share

“The Value of Marriage”. Dollis Hill Ashram, London (UK), 8 March 1980.
สหจะโยคะเป็นไปเพื่อจุดเริ่มในการเกิดของเธอ และต่อไปคือการเจริญเติบโต ในการเติบโตนั้นเธอจะต้องกลายเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่กว้างไกลออกไป ด้วยการแต่งงานเธอจะสามารถเป็นคนที่ดีขึ้น หรือสามารถพัฒนาบุคลิกภาพให้ดีขึ้นได้ ทำไมการแต่งงานจึงจำเป็นสำหรับสหจะโยคี ก่อนอื่นทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เป็นปกติที่สุดที่เราจะทำได้ คือ การแต่งงาน พระเจ้าประทานความปรารถนาที่จะได้แต่งงานให้แก่เธอด้วยวัตถุประสงค์บางประการ แต่ด้วยความปราถนาอันเดียวกันนี้ หากเธอมิได้ใช้เพื่อความประสงค์ตามที่ได้รับมอบมา ย่อมกลายเป็นความวิปริตผิดเพี้ยนและน่ารังเกียจและเป็นอันตรายอย่างมากต่อความก้าวหน้าของเธอ ดังนั้น บุคคลควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับความปรารถนาภายในตัวเราเกี่ยวกับการแต่งงาน
การแต่งงานหมายถึงภรรยาผู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเธอ ผู้ซึ่งเธอสามารถพึ่งพิงได้ เป็นเสมือนมารดา น้องสาว ลูกสาว เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เธอสามารถแบ่งปันความรู้สึกทั้งหมดกับเธอ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ภรรยาควรจะเป็นคนที่เข้าใจเป็นอย่างดีว่านี่คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตสมรส ขณะนี้ในสหจะโยคะ อย่างที่เธอเห็นกันอยู่ ทุกคนมีปัญหาไม่ด้านซ้ายก็ด้านขวา เมื่อจะมีการแต่งงานเกิดขึ้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไปเองอย่างธรรมชาติ ตามแผนการของธรรมชาติที่ว่าเธอจะแต่งงานกับคนที่มีบุคลิกภาพที่จะมาเติมเต็มเพื่อให้เธอมีความสมบูรณ์ เช่น สมมติว่าเธอมีปัญหาด้านซ้าย และถ้าหากเธอพบคนที่มีด้านซ้ายเข้มแข็งมาก นั่นจะเป็นการชดเชยกันได้ และเป็นเหตุผลที่จะทำให้เธอมีชีวิตสมรสที่ดี
แต่เพื่อการนั้น มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็เธอต้องมีส่วนร่วม เธอต้องร่วมชีวิต ในทุกเวลา ทุกๆ ขณะ ถ้าเธอไม่รู้ว่าการร่วมชีวิตคืออย่างไรก็จะลำบากมาก เมื่อพูดถึงความรัก เราแสดงความรักอย่างไร – ด้วยการแบ่งปันทั้งความสุข ความทุกข์และปัญหาทุกอย่าง…แต่ในสหจะโยคะมีมากกว่านั้นสักหน่อย แม่คิดว่ามากกว่ามากทีเดียว ที่นี่เธอต้องแบ่งปันให้กับกลุ่มอีกด้วย การแต่งงานไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่เลย หากใครรู้สึกว่าชีวิตครอบครัวในสหจะโยคะเป็นเรื่องระหว่างคนสองคนเท่านั้น เป็นความคิดที่ผิด การแต่งงานนี้เป็นไปเพื่อเชื่อมโยงระหว่างสังคมสองชุมชนหรืออาจจะเป็นสองชาติ และยังสามารถเป็นไปได้ในระหว่างสองจักรวาล ดังนั้น มันไม่ใช่แค่ความสุขระหว่างเธอสองคน หากเธอเป็นเพียงสามีหรือภรรยาที่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่เพียงพอในสหจะโยคะ ความรักนั้นต้องเป็นที่ชื่นชมของทุกคนในสังคมและในชุมชน ถ้าเธอไม่สามารถทำได้หมายความว่าเธอไม่บรรลุการแต่งงานตามแบบสหจะโยคะ แต่เป็นเพียงการแต่งงานธรรมดาที่คนทั่วไปกระทำแค่นั้น ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
การแต่งงานตามแบบฉบับนั้นจึงจะเป็นโอกาสให้วิญญาณที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายสามารถลงมาสู่โลกมนุษย์ บุคคลที่ได้แต่งงานกันในสหจะโยคะ ผู้เป็นสหจะโยคี ผู้ซึ่งมีความรักอันเสมอภาคให้กับสหจะโยคีทุกคนและกลุ่มของสหจะโยคะ และแล้วผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่เท่านั้นจะถือกำเนิด แม่จะยกตัวอย่าง โบฮ์ดันและแมนดี้ ซึ่งได้กระทำตามนี้ เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ เขาหมั้นกันก่อนที่จะมายังสหจะโยคะ และได้แต่งงานหลังการตระหนักรู้ แม่ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาประสานกันอย่างไร ทำให้เขาแบ่งปันความเป็นเพื่อนอย่างแท้จริงกับสหจะโยคีคนอื่นๆ เมื่อใดก็ตามที่เขาเขียนจดหมายถึงแม่ เขามักพูดถึงเพื่อนสหจะโยคี เขาจะถามถึงทุกคน ว่าทุกคนเป็นอย่างไรกันบ้าง ใครมีปัญหาอะไรบ้าง หากมิใช่เช่นนี้แล้วการแต่งงานจะไม่มีความหมายแต่อย่างใดในสหจะโยคะ ไม่มีความหมายเลย ดังนั้นการทดสอบอย่างแรกสำหรับคู่แต่งงานสหจะโยคีคือ เธอสามารถแบ่งปันชีวิตแต่งงานกับคนอื่นได้แค่ไหน
ตอนนี้ ยกตัวอย่างสำหรับการแต่งงานธรรมดาทั่วไป ผู้ชายคือหัวหน้าครอบครัว อย่างที่พูดว่า เดี๋ยวนี้เขาต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว ผู้ชายต้องเป็นหัวหน้า ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีอะไรผิดที่ผู้ชายเป็นหัวหน้า ไม่เป็นไร เธอเป็นหัวใจก็แล้วกัน หัวใจสำคัญกว่าสมอง บางทีเราอาจจะไม่ตระหนักว่าหัวใจสำคัญเพียงใด เธอเห็นไหมว่าแม้สมองจะไม่ทำงานแต่หัวใจยังทำงานต่อไป เราสามารถอยู่ต่อไปตราบใดที่หัวใจยังเต้นอยู่ แต่ถ้าหัวใจหยุดสมองก็จะหยุดเช่นกัน ดังนั้น ผู้หญิงเป็นหัวใจ ขณะที่เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว ปล่อยให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นหัวหน้า นั่นเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น ด้วยความเป็นหัวหน้าเขาคิดว่าเขาเป็นผู้ตัดสินใจ แต่สมองรู้ดีว่าหัวใจต่างหากที่คนต้องทะนุบำรุง หัวใจเป็นสิ่งที่แผ่ออกไปได้ เป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่ง ดังนั้นสถานภาพของผู้หญิง หากเธอเข้าใจว่าสำคัญเพียงใด เธอก็จะไม่รู้สึกต่ำต้อยหรือตกอยู่ภายใต้อำนาจใคร หากเธอรู้ว่าเธอคือหัวใจ แม่คิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงตะวันตก ซึ่งเธอได้หลงลืมและไม่ตระหนักรู้ ถ้าพวกเธอรู้อย่างนี้ ปัญหาต่างๆ จะน้อยลงมาก
บัดนี้จงรู้ว่าการที่ผู้คนคิดว่าพวกเขาต้องควบคุมคนอื่นหรือวางอำนาจเหนือหรือพยายามบีบบังคับผู้อื่นนั้น ไม่ใช่วิถีที่ถูกต้อง หัวใจต่างหากที่ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง หัวใจวางกฎสำหรับทุกสิ่ง หัวใจมีพลังที่จะหุ้มห่อสมองเพื่อปลอบประโลมให้นุ่มนวลอ่อนโยน สมองทำให้เธอปวดหัว เพราะสมองทำงานตลอดเวลาเหมือนเป็นบ้า แต่หัวใจเป็นผู้ครอบคลุมร่างกายอย่างแท้จริงด้วยความรัก สามารถปลอบโยนและให้ความสุขสนุกสนาน หัวใจคือที่อยู่ของจิตวิญญาณ ดังนั้นหัวใจจึงมีความสำคัญอย่างมาก เป็นพลังอำนาจของร่างกาย เพราะในที่สุดเธอจะต้องกลายเป็นจิตวิญญาณ ซึ่งสถิตอยู่ในหัวใจ
ด้วยสมอง เธอต้องสังเกตและนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ชายจึงต้องเป็นหัวหน้า เพราะเขาต้องออกไปข้างนอก ต้องทำงาน ต้องพบปะผู้คน เขาเป็นพวกที่ชอบเปิดเผย ส่วนผู้หญิงบางครั้งอาจต้องทำงานนอกบ้านถ้ามีความลำบากหรือปัญหา แต่เธอไม่ควรรู้สึกว่าถูกบังคับหากผู้ชายพูดว่า “อย่าออกไปทำงาน” ถ้าเขาพูดด้วยความรัก ทีนี้ถ้าหากสมองเริ่มบังคับหัวใจมากเกินไป อะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือความแห้งแล้ง ผู้ชายหลายคนที่เจ้าระเบียบเคร่งครัดมากจะปวดหัว ทำตัวเองปวดหัว ทำให้คนอื่นปวดหัว และทำให้ส่วนรวมปวดหัวไปหมด คนเช่นนั้นจะกลายเป็นคนที่ด้านชาไร้อารมณ์ ไม่รื่นเริงกับภรรยา ไม่มีความสุขกับลูกๆ ไม่สนุกสนานกับใครๆ เธอจะเห็นได้ว่าเขาเป็นคนที่จำเพาะเจาะจงมาก อย่างเช่นเขาบอกว่า “มาถึงที่นี่ห้าโมงสิบนาทีนะ” ถ้าเธอไปถึงตอนห้าโมงเก้านาที หรือห้าโมงสิบเอ็ดนาที เขาก็จะยกนาฬิกาขึ้นดูเป็นการตำหนิติเตียนเธอ เธอจะเห็นว่าทันทีที่ภรรยามาถึง เขาจะตะโกนว่า “อะไรกัน มาสายจริงๆ เสียเวลาเท่าไหร่ เสียเวลาไปตั้งสี่สิบห้าวินาที!” เธอเห็นไหมว่าภรรยากำลังจะมาถึง การรอคอย การได้พบกัน เป็นความสุข เธอกำลังได้พบกับหัวใจของเธอเอง ช่างโชคดีจริงๆ แต่เธอพลาดโชคดีของเธอไป
สมองมักออกนอกกฎเกณฑ์ทั้งหมด ทำให้เปลืองสมองและสร้างปัญหาอย่างมากมาย ดังนั้นหัวใจต้องได้รับความเคารพนับถือและเชื่อฟัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเชื่อฟังหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะวางอำนาจเหนือผู้ชาย ไม่ใช่อย่างนั้น การเชื่อฟังหมายความว่า เธอต้องเข้าใจว่าความรักของเธอสั่งว่าอย่างไร จงเข้าใจว่า การกระทำนั้นเป็นไปด้วยความรัก การที่เธอทำด้วยความรักเป็นสิ่งที่ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น แม่บรรยายให้พวกเธอฟังตั้งแต่เช้าถึงเย็น ไม่มีใครเบื่อเลย เธอไม่เคยเบื่อคำบรรยายของแม่ ซึ่งตามปกติคนทั่วไปมักจะ..เทศนาอะไรกันนี่ คนนี้พูดอะไรตลอดเวลากับเรา…แต่พวกเธอไม่คิดเช่นนั้น ด้วยเหตุผลข้อเดียว ทำไม ก็เพราะเธอรู้ว่าแม่รักพวกเธอมาก ในทำนองเดียวกัน ผู้หญิงต้องสถาปนาบทบาทขึ้นด้วยความรัก ผู้ชายจะกลายเป็นคนที่น่าขันแต่เขาจะค่อยๆ ดีขึ้น เขาจะหลงผิดไปบ้าง แต่จะดีขึ้น แต่อย่าตัดสินเขาด้วยการวางอำนาจภายนอก เช่น ถ้าเขาพูดว่า “สีนี้ไม่สวย” เธอตอบว่า “ได้ค่ะ ดิฉันจะใส่สีที่คุณชอบ” แล้วเขาก็จะพูดว่า “เออ ผมว่าชุดที่คุณใส่ก็ดีเหมือนกัน คุณก็รู้ว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องนี้” เขาจะพูดอย่างนี้ สิ่งที่ผู้หญิงต้องทำคือเพียงแต่เห็นด้วยกับเขาเท่านั้นเอง
แม่หมายถึงว่าแม่ได้ทำการทดลองในชีวิตจริงของแม่มาแล้ว เช่น สามีของแม่ไม่รู้จักถนนสายต่างๆ มากนัก ดังนั้นสมมติว่าเรากำลังไปที่ไหนสักแห่ง แล้วเขาพูดว่า “ผมคิดว่าเราต้องไปทางนี้” แม่จะพูดว่า “ใช่ค่ะ คุณไปเลยค่ะ ดิฉันจะเดินไปกับคุณ” แต่แม่พูดต่อไปว่า “ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ทางนี้ ดิฉันคิดว่าเราจะต้องเดินกลับมาอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณจะไปทางนี้ ดิฉันก็จะไปด้วย เดินไปกันสนุกดี” แล้วเขาจะเริ่มคิด… “ทางนี้ใช่หรือเปล่า หรืออาจจะไม่ใช่ เธอมีสัญชาตญาณหลายอย่าง เธอมีสิ่งที่เรียกว่าการหยั่งรู้”… พวกเขามีลางสังหรณ์และนั่นแหละ และเมื่อใดที่พวกเขาเริ่มเข้าใจว่าลางสังหรณ์ของภรรยาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาจะหันมาตามเธอ
แต่จะมีความยิ่งใหญ่อะไรในการทำให้สามีคล้อยตามเธอ แม่คิดว่า เป็นความผิดมากกว่า ไม่จำเป็นต้องให้เขาทำตามคำสั่ง “คุณไปทางนี้” จำเป็นอะไรที่ต้องทำอย่างนั้น เรากำลังไปทางเดียวกันอยู่แล้ว แต่เราต้องรู้ว่าคนหนึ่งอยู่ทางซ้ายอีกคนอยู่ทางขวา คนที่อยู่ซ้ายก็ต้องรักษาด้านซ้าย สมมุติว่าล้อข้างซ้ายแล่นไปทางขวา เราจะเหลือล้ออยู่ข้างเดียว เราจะทำอย่างไร เราทุกคนกำลังไปทางเดียวกัน ไม่มีสองทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ จำเป็นที่จะมีล้อสองข้างสำหรับความสมดุล พวกเรากำลังไปทางเดียวกัน แต่พวกเขาไม่ตระหนักรู้ พวกเขาคิดว่าล้อข้างหนึ่งต้องไปทางขวา อีกข้างหนึ่งต้องเลี้ยวไปทางซ้าย ดังนั้นลองนึกถึงสถานภาพของครอบครัวชนิดนั้นดู สำหรับเราที่กำลังไปในทางเดียวกันนั้น สิ่งที่จำเป็นมีเพียงความเข้าใจเท่านั้นว่า คนหนึ่งต้องอยู่ด้วยพลังของหัวใจ และอีกคนหนึ่งต้องอยู่ด้วยพลังของเหตุผล และความเข้าใจ
ทีนี้เมื่อมาถึงความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งในที่สุดต้องหันมาหาหัวใจ เพราะมันไปถึงจุดที่ไม่รู้คำตอบ เธอเห็นไหม แล้วสุดท้ายก็กลับมาที่หัวใจ เมื่อใดที่ผู้หญิงตระหนักรู้ความจริงข้อนี้เธอต้องหล่อเลี้ยงบำรุงพลังหัวใจของเธอ แต่นี่กลับมีแต่การแข่งขันในทุกเรื่อง “ถ้าผู้ชายขี่ม้าได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้” “ถ้าเขาทำสิ่งนี้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้” “ถ้าเขาขับรถ ฉันก็ขับรถได้” เธอรู้ไหมว่า สติปัญญาอยู่ในการกระทำสิ่งต่าง ๆ แต่หลายๆ อย่างอยู่ในการหลีกเลี่ยงไม่กระทำ เช่น แม่ขับรถไม่เป็น ดังนั้น ทุกคนขับรถพาแม่ไปที่โน่นที่นี่ แม่พิมพ์ดีดไม่เป็น ดีจริงๆ ทุกคนช่วยกันพิมพ์ให้แม่
แต่แม่ทำบางสิ่งที่ไม่มีใครทำได้อย่างแม่ เช่น แม่ทำอาหารเก่งมาก ดังนั้น ถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับการทำอาหาร พวกเขาต้องมาหาแม่ เป็นเช่นนั้น แต่เธอไม่ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ชายต้องทำ (สำหรับผู้หญิง : ผู้แปล) หรือเธอไม่ต้องทำทุกอย่างที่ผู้หญิงต้องทำ (สำหรับผู้ชาย : ผู้แปล) ผู้ชายทำกับข้าวหรือผู้หญิงขับรถเป็นสิ่งที่ผิดอย่างหนึ่ง ผู้ชายควรรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างผู้ชาย และผู้หญิงก็ควรรู้เรื่องของผู้หญิง สิ่งเหล่านี้ต้องมีการเรียนรู้ ต้องใส่ใจ แม่หมายความว่าผู้หญิงและผู้ชายสามารถมีความฉลาดเท่าๆ กัน ผู้หญิงสามารถไปทางขวา และผู้ชายก็สามารถไปทางซ้ายได้ ไม่ต้องสงสัย แต่เธอจะทำให้จักรวาลขาดความสมดุล นั่นคือสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้เธอมีค่ามากขึ้นหรือน้อยลง ความคิดเหล่านี้ต้องหมดไปโดยสิ้นเชิง ที่ว่า “ฉันเป็นผู้ชาย ฉันนุ่งกางเกง” ถูกแล้วเธอใส่กางเกง แต่ผู้หญิงก็ใส่กระโปรงที่สวยงาม ใช่ไหม นั่นคือสิ่งที่ต้องช่วยกันดูแล
เธอเห็นไหมว่าเมื่อใดที่ความคิดเช่นนี้หมดไป สหจะโยคะจะมีผลดีขึ้น การวางอำนาจเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อปราศจากความรัก เธอจะเห็นว่าบางครั้งผู้คนชอบวางอำนาจ เช่น พวกเขาจะพูดว่า มาทางนี้ มาทางนี่สิ ต้องมีสิ่งนี้ และเธอชอบ เพราะมีคนมาคอยดูแลเธอ มีความห่วงใย มีคนรักเธอ ต้องการให้เธอมีสิ่งนี้ และต้องการให้เธอทำอย่างนี้ เธอชอบคนแบบนี้ เธอต้องการให้มีคนมาทำเช่นนั้น เธอไม่ต้องการถูกทิ้งเหมือนสุนัขให้ “ทำอะไรก็ได้ตามต้องการ” ความรู้สึกประเภทนี้ไม่ดีเลย และถ้าเธอเริ่มเกิดความรู้สึกว่า “โอ คนนั้นเป็นห่วงฉัน” “คนนี้รักฉัน” และแล้วเธอจะเริ่มเป็นห่วงความรู้สึกของคนนั้นด้วยเหมือนกัน เธอเริ่มที่จะเข้าใจด้วย ขณะนี้ความรู้สึกผิดกำลังเกิดขึ้นอีก ขอให้หยุดรู้สึกผิดทั้งหมด แม่ไม่ได้พูดเพื่อให้รู้สึกผิด แต่เพียงเพื่อให้เธอเข้าใจ เธอจะต้องอยู่ในอารมณ์ที่เบา อารมณ์ที่สบายมาก ความสมดุลนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในอดีตนานมาแล้ว นานมาก
แม้แต่เมื่อ พระแม่ราธาและพระกฤษณะยังดำรงอยู่ พระแม่ราธาเป็นพลัง และพระกฤษณะเป็นผู้แสดงออกซึ่งพลังนั้น เช่นเดียวกับที่เธอพูดว่าความเป็นไปได้กับพลังความเคลื่อนไหว ผู้คนรู้จักเพียงแต่พระกฤษณะ เท่านั้น แต่พระแม่ราธาเป็นพลังของท่าน เมื่อท่านจะต้องฆ่ายักษ์กัมสะ ท่านต้องขอให้พระแม่ราธาเป็นผู้กระทำ พระแม่ราธาเป็นผู้กระทำทุกสิ่ง เป็นผู้เต้นรำและพระกฤษณะกดเท้าของท่านไว้แล้วบอกว่าเธอคงจะเหน็ดเหนื่อยแล้ว ทำไมท่านจึงเต้นรำ เพราะว่าหากปราศจากการเต้นรำของเธอสิ่งต่าง ๆ จะไม่บังเกิดผลสำเร็จ ดังนั้นนี่คือการพึ่งพาอย่างแน่นแฟ้น เป็นการประสานภายใน เช่นเดียวกับที่เธอไม่อาจมีไส้ตะเกียงอย่างเดียว หรือไม่อาจมีแสงไฟอย่างเดียว เธอไม่อาจแยกไส้ตะกียงกับแสงไฟออกจากกัน หากเธอเข้าใจแล้วความสมดุลนี้จะกลมกลืนอย่างสมบูรณ์ ระหว่างพระเจ้าและพลังงานของท่านคือความเป็นหนึ่ง ซึ่งเธอไม่สามารถจินตนาการไปถึงได้ ว่าความเป็นหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร พระเจ้าและพลังของท่าน พลังของท่าน ความปรารถนาของท่านคือสิ่งเดียวกันกับพระเจ้า ไม่มีความแตกต่างใด ๆ
แต่สำหรับมนุษย์ เธอเป็นผู้คนที่แตกแยก ไม่มีความเป็นหนึ่ง ความปรารถนาของเธอแตกต่าง ความคิดของเธอแตกต่าง คำขอของเธอแตกต่างกัน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความกลมกลืน เป็นเหตุผลที่การแต่งงานถูกทำให้แตกแยกโดยสิ้นเชิง ความเป็นหนึ่งโดยสมบูรณ์ได้แก่การร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว ถ้าภรรยาต้องทำงานไม่จำเป็นที่ใครต้องกังวล หรือถ้าสามีต้องทำงานก็ไม่ต้องกังวล ตราบเท่าที่มีความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ในความเป็นหนึ่ง ในความสมดุล ภายในตัวเธอ แน่นอนที่ผู้หญิงเป็นคนรับผิดชอบ เป็นความอ่อนโยนของครอบครัว เธอต้องมีความอ่อนโยน มันดูไม่ดีเลยเวลาที่ผู้หญิงประพฤติเหมือนผู้ชาย เพราะผู้ชายไม่จำเป็นต้องมีความอ่อนโยนอย่างผู้หญิง ยังไงเสียเขาก็เป็นผู้ชาย ดังนั้นไม่เป็นไร การปฏิบัติตัวของเขา-เพียงแต่ต้องไม่ถึงกับโหดร้าย-บางครั้งบางคราวเขาอาจจะพูดคำหยาบได้บ้าง ไม่เป็นไรสำหรับผู้ชาย
แต่สำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะเธอคือความอ่อนโยน แต่บางอย่างผู้ชายก็ทำไม่ได้ เช่นความเอาใจใส่สนใจต่อผู้หญิง ผู้ชายบางคนแย่มาก แม่ไม่เข้าใจวิธีที่เขาสนใจผู้หญิง เขาสนใจว่าเธอใส่เสื้อแบบไหน ใช้น้ำหอมกลิ่นอะไร เหล่านี้ เป็นความประพฤติที่น่ารังเกียจมากและไม่มีความเป็นผู้ชายเลย ซึ่งหมายความว่าเขาเป็นทาสของผู้หญิงมากกว่า และเขาเรียกตัวเองว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แม่เคยได้ยินว่ามีการประมูลชุดชั้นในของนางเคนเนดี้ และมีผู้ชายจากออสเตรเลียบินมาเพื่อประมูลมันไป แม่หมายความว่า ลองนึกดูว่าจะเรียกผู้ชายแบบนี้ว่าอย่างไร แม่ไม่รู้ว่าเธอจะเรียกว่าอย่างไรในภาษาอังกฤษ แย่ยิ่งกว่าไส้เดือนเสียอีก แม่ไม่รู้ว่าพวกเขามาจากไหน
ดังนั้นผู้ชายต้องเป็นผู้ชายและมีบุคลิกแบบพระราม เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับชีวิตของท่านแล้ว ท่านเป็นอย่างไร ท่านรักภรรยาของท่านอย่างไร ท่านนับถือความบริสุทธิ์ของตน ผู้ชายที่ไม่สามารถนับถือความบริสุทธิ์ของตนเองได้ย่อมไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นไส้เดือนโดยสิ้นเชิง ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น ผู้ชายจะต้องมีบุคลิก เขาจะต้องมีศักดิ์ศรีภายในตน เขาจะต้องมีความกล้าหาญ เขาจะต้องมีคุณสมบัติของผู้ปกป้องคุ้มครอง ถ้ามีขโมยเข้ามาในบ้านและผู้ชายพูดกับภรรยาว่า “โอ เธอไปเปิดประตูนะ ฉันจะหนีไปซ่อนตัว” และเมื่อขโมยไปแล้วเขาพูดว่า “ฉันกำลังจะขู่มันอยู่แล้ว” นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ผู้ชายต้องเป็นผู้คุ้มครองดูแล ดังนั้นจึงไม่เป็นไรถ้าบางครั้งเขาจะแข็งกระด้างสักหน่อย ไม่เป็นไรเพราะเขาจะต้องเป็นคนเผชิญหน้า เขาเป็นสิ่งที่เธอสามารถพูดว่า เขาเป็นเสมือนหนาม ขณะที่ผู้หญิงเป็นดอกไม้
สำหรับหนามกับดอกไม้ เธอคงชอบที่จะเป็นดอกไม้ใช่ไหม แต่ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง เธอกลับชอบเป็นหนาม นั่นเป็นสิ่งที่ผิด ผู้ชายต้องเป็นผู้คุ้มกัน ผู้ชายต้องดูแลไม่ให้ชีวิตครอบครัวและสิ่งอื่นๆ ถูกบุกรุก แต่ในทางตรงข้าม ผู้ชายคือผู้ที่ปล่อยให้มีการแทรกซึมโดยคนที่ผิดๆ เข้ามาในครอบครัว พวกเขาวางอำนาจโดยการนำหญิงที่ไม่ดีเข้ามา นำคนที่ไม่ดีเข้ามาด้วย “อ๋อ เพื่อนหญิงของฉันเอง เธอจะปฏิเสธได้ยังไง” แต่ว่าเพื่อนชนิดไหนกันแน่ที่พวกหล่อนเป็น ผู้ชายต้องพูดว่า “ไม่ ฉันไม่ชอบให้คนแบบนี้เข้ามาในบ้าน พวกเขาไม่ใช่คนที่เหมาะสม พวกเขาต้องออกไป” ผู้ชายจะต้องเป็นคนพูดเช่นนี้ และผู้หญิงต้องเข้าใจ แต่ถ้าหากเขาพูดสิ่งต่างๆ จากการวางอำนาจที่เหนือกว่าก็เป็นคำพูดที่ไร้ประโยชน์
ดังนั้นทุกอย่างมีสองด้าน เธอสามารถเห็นได้ชัดเจน การกระทำใดที่ทำด้วยความรักคือความสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าทำด้วยการวางอำนาจจะเป็นสิ่งที่เหลวไหล ทำไมจึงต้องวางอำนาจ แม่ไม่เข้าใจคำว่าการวางอำนาจ เมื่อมีล้อสองข้างจะบังคับซึ่งกันและกันได้อย่างไร ถ้าข้างหนึ่งบีบบังคับ หรือจะพูดว่าข้างหนึ่งใหญ่กว่าอีกข้างหนึ่ง รถก็จะวิ่งหมุนวนอยู่รอบๆ ตัวเอง ใช่หรือไม่ มันไม่ควรมีการวางอำนาจในที่นี้ แต่ควรเป็นการรวมเป็นหนึ่ง ความเข้าใจ และการร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างคนทั้งสอง ซึ่งจะแผ่ขยายไปสู่สังคม และครอบครัว
การแต่งงานที่ไม่ช่วยเหลือสังคมนั้นไม่มีประโยชน์ เป็นเพียงความหมดเปลืองสูญเปล่า เรามีการแต่งงานมากมายแบบนั้น ผู้คนแต่งงานกัน มีชีวิตที่ดี มีความสุขสำหรับพวกเขาเองและจบแค่นั้น แต่การแต่งงานที่เปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยความปีติสุขเบิกบาน ทำบ้านให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนหวังว่าจะเป็น ดูแลผู้อื่น ทำเพื่อผู้อื่น เธอจะเห็นว่ามีคนจำนวนมากที่คิดว่าไม่มีใครทำอะไรให้เราเลย แล้วเธอล่ะได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างหรือยัง เธอทำอะไรไปแล้ว เธอทำสิ่งใดให้พวกเขา เมื่อใดที่เธอเริ่มการตัดสินใจและมีความเข้าใจก็จะเป็นการดีมาก โดยทั่วไป ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการอบรม จะเป็นคนที่เย่อหยิ่งมาก และถึงกับเป็นคนที่เห็นแก่ตัว และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ผู้ชายก็เป็นได้เหมือนกัน แต่ผู้หญิงสามารถเป็นได้มาก เพราะถ้าเธอไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างถูกต้อง แม่จะบอกว่า พวกเธอจะไม่ยอมจ่ายเงินสำหรับคนอื่น พวกเธอจะไม่ชอบให้คนอื่นๆ มาที่บ้าน และใช้ข้าวของของเธอ
แต่อีกครั้ง เราต้องตัดสินว่าการกระทำใดๆ ทำด้วยความรักหรือไม่ เช่น สามีที่นำเพื่อนๆ มา และภรรยาไม่ชอบ เพราะหมายถึงว่าต้องใช้เงินออกไป ซึ่งพวกเธออาจจะอยากซื้อเครื่องประดับให้ตัวเองมากกว่าที่จะต้องการมีเพื่อน อาจจะเป็นอย่างนั้น ผู้ชายบางคนก็อาจจะเป็นได้บ้าง แต่นี่เป็นสิ่งที่ผิด เราควรจะเข้าใจว่าเราควรจะแบ่งปัน และทั้งหมดคือเธอต้องทุ่มเทความรักให้ผู้อื่นอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินมาก ไม่จำเป็นเลย เธอเพียงแต่ให้ความเมตตากรุณาต่อพวกเขา ทำดีกับเขา และใช้เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เห็นไหมการจ่ายเงินเล็กๆ น้อยๆ เพื่อคนอื่นไม่ได้ทำให้เดือดร้อนเลย และนั่นเป็นแสดงออกซึ่งความรักของเธอ เธอเห็นไหมว่า ในสหจะโยคะเรายังมีคนที่คิดมาก ตระหนี่ถี่เหนียวในเรื่องเงิน ในเรื่องความรัก เราระมัดระวังมากจริงๆ เรายังมีความกลัวอยู่มากภายในตัวเรา
เวลานี้ การวางอำนาจเหนือคนอื่นไม่ควรมีในสหจะโยคะอีกต่อไป เช่น เมื่อแม่พูดสิ่งใดกับพวกเธอ คนภายนอกอาจจะคิดว่าแม่กำลังใช้อำนาจออกคำสั่ง เพราะที่จริงแล้วแม่พูดจี้ใจดำเธอ ถ้าเธอสามารถเห็นได้ชัด เช่น เมื่อเธออยู่ด้านซ้ายมากเกินไป เธอจะรู้สึกผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี และอื่นๆ… ดังนั้น นี่เป็นการหลบลี้อย่างหนึ่ง เมื่อเธอเริ่มรู้สึกผิด และเธอก็จะก็ไม่ได้รักษาตัวเอง ซึ่งเพียงแต่อย่ารู้สึกผิดเท่านั้น แม่แค่บอกอย่างนี้เพราะเป็นสิ่งที่แม่ต้องบอก ตอนนี้คนบางคนรู้สึกว่าเป็นการออกคำสั่ง ถ้าหากพวกเขามองไม่เห็นความรักที่อยู่เบื้องหลังคำพูด ความงามที่อยู่เบื้องหลัง ความเมตตาที่อยู่ที่นั่น ดังนั้น ก่อนอื่นอย่าเพิ่งรู้สึกว่าใครมาบังคับเธอจึงจะดีที่สุด
เธอเห็นไหมว่า เธอจะถูกบังคับได้อย่างไรกัน เธอคือจิตวิญญาณ อีโก้ของเธออาจจะโดนกดขี่แต่จิตวิญญาณไม่อาจถูกบังคับบัญชา เธอคือจิตวิญญาณ เธอรู้สึกถึงความเป็นจิตวิญญาณในตนเองไหม หากเธอรู้สึก เธอจะไม่มีวันถูกบังคับ ไม่มีใครสามารถวางอำนาจเหนือเธอได้ แต่ถ้าหากเธอรู้สึกตลอดเวลาว่าเธอตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้อื่นเธอจะเป็นคนวิตกกังวลมาก เธออาจจะเป็นคนที่แย่มาก และเธอจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับผู้คนได้ ดังนั้น นี่คือเวลาที่เธอต้องตระหนักรู้ว่าเธอคือจิตวิญญาณและสามีของเธอก็เป็นจิตวิญญาณเหมือนกัน หรือหากเธอเป็นสามี เธอต้องรู้ว่าภรรยาก็เป็นจิตวิญญาณด้วยเช่นเดียวกัน
และการมีความเคารพต่อกันต้องเติบโตขึ้นไปในระดับนั้นเพราะเธอทั้งสองเป็นนักบุญ เป็นสหจะโยคี เธอต้องเคารพนับถือซึ่งกันและกัน เพราะเธอคือสหจะโยคี ทุกคนนับถือเธอ เพราะเธอเป็นสหจะโยคี แม้คนที่ยังไม่ตระหนักรู้ในตนเอง “โอ พวกเขาเป็นวิญญาณที่ตระหนักรู้…” ลองนึกดู เมื่อเธอยังไม่ตระหนักรู้ บางคนบอกเธอว่าเขาเป็นวิญญาณที่ตระหนักรู้ เธอจะรู้สึกอย่างไรกับคนนั้น เธอไม่สำนึกเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่เธอควรตระหนักด้วยเหตุนั้นเธอจึงไม่ควรหลงตัวเอง แต่เธอต้องนับถือผู้อื่น ผู้ที่เป็นวิญญาณตระหนักรู้ พวกเขาเป็นลูกของคุณแม่ของเธอ เมื่อมีการพูดคุยกันเธอต้องเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเธอเป็นสามีภรรยากัน
ความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับสามีภรรยาที่เคยมีจะต้องยกเลิก แม่คิดว่านั่นเป็นการทำสัญญาการแต่งงานชนิดหนึ่ง ในการแต่งงานเธอจะดูว่าเขาเหนือกว่าเธอแค่ไหน เขามีอำนาจอย่างไร แล้วฉันมีอำนาจอย่างไรบ้าง ฉันจะได้เงินสักเท่าไหร่ เขาได้เงินเท่าไหร่ เก็บเงินไว้ที่ไหน อะไรอย่างนี้ เธอเห็นไหมว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเธอไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่เราควรมีการเชื่อถือกันมากขึ้นเรื่อยๆ ควรจะมีการแข่งขันความรัก ควรจะแข่งขันการไว้ใจกัน แข่งกันซื่อสัตย์ แข่งกันเมตตา แข่งกันช่วยบริการ ขอให้เรามีการแข่งขันอย่างนี้ แล้วเธอจะบรรลุผลสำเร็จ การแข่งขันควรเป็นไปในอีกด้านหนึ่ง แทนการวางอำนาจ แทนความกลัว แทนการแบ่งปันความเหลวไหลไร้สาระ
อีกสิ่งหนึ่งที่แม่ต้องชี้แจง ซึ่งเกิดขึ้นกับคู่แต่งงานและเป็นสิ่งที่ผิดมากๆ ด้วย คือทั้งสองคนยึดบทบาทของคนที่มีความทุกข์มาก ผู้ที่ทุกข์ทรมาน เธอเห็นไหม พวกเขานั่งพร่ำรำพัน ฮือ ฮือ ทั้งๆ ที่ไม่มีเรื่องอะไรเลย ราวกับโลกกำลังถล่มทลายอยู่ตรงหน้า มีกวีที่มีชื่อเสียงบางคนเช่น ลอร์ด ไบรอนหรืออะไรสักคน ที่แย่มาก ที่เขียนบทกวีที่แย่เหล่านั้นและพวกเขาท่องจำกันจนขึ้นใจ “โอ้ เพลงที่หวานที่สุดเหล่านั้น” และทุกอย่างที่เหลวไหลไร้แก่นสาร บัดนี้ สำหรับสหจะโยคี-พวกเธอไม่ควรหมกมุ่นกับความไร้สาระชนิดนี้แล้ว การนั่งลงปล่อยตัวเองให้ชื่นชมความน่าเวทนาของกันและกัน
ในปัจจุบันเธอไม่มีความทุกข์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งใดที่เคยเกิดขึ้นได้ผ่านไปและจบลงแล้ว ตอนนี้เธอเป็นคนใหม่ด้วยสติอย่างใหม่ ด้วยสิ่งใหม่ๆ ความทุกข์ของเธอหมดไปแล้ว ดังนั้นลืมทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด แล้วรื่นเริงกับความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน และถ้าเธอเริ่มจับเจ่ารื้อฟื้นความทุกข์ขึ้นมาอีก ให้เธอเลิกทำทันที พร้อมทั้งพูดว่า “นี่เรากำลังเล่นละครเรื่องเดิมของลอร์ดไบรอน” แม่ไม่ต้องการสร้างลอร์ดไบรอนขึ้นในสหจะโยคะแม้แต่คนเดียว
ดังนั้น กรุณาจำไว้ว่า อย่านั่งถกเถียงวิเคราะห์ความทุกขเวทนาของตัวเอง เธอไม่มีความทุกข์ประเภทไหนทั้งสิ้น เธอคือจิตวิญญาณ เธอคือแหล่งกำเนิดของความปีติสุขสำหรับตนเองและสำหรับผู้อื่น และเธอไม่มีความจำเป็นที่จะนั่งร้องไห้คร่ำครวญอีกต่อไป แม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ไม่รู้ว่าทำไมเธอจึงไม่รู้จักจิตวิญญาณของเธอ เธอรู้จักจิตวิญญาณภายในตนหรือไม่ แล้วทำไมเธอจึงไม่รู้
เธอมีสติแห่งพลังไวเบรชั่นของตนเอง และทำไมเธอจึงพูดว่าเธอไม่รู้ เธอต้องรู้ทุกอย่าง การกระทำที่มีผลในเชิงบวกมากคือการมีความสุข การกระจายความหอมหวนแห่งปีติสุขนั้น และการทำให้ผู้อื่นสนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่กับเธอเสมอ มิฉะนั้นทุกอย่างจะไม่มีความหมาย เธอก็เห็นว่าแม่พยายามในระดับสูงสุดที่จะทำให้การแต่งงานทุกครั้งเป็นไปอย่างเอิกเกริก สวยงามมากๆ แต่ในที่สุดแม่พบว่า คนสองคนนั่งหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้น รู้ไหม งอนกันอยู่ ทีนี้ลองนึกภาพเด็กๆ ที่กำลังจะมาเกิด พวกเขาจะคิดว่า อะไรกัน พ่อแม่ขี้งอนนี้ โอ พระเจ้า ช่วยพวกเราจากเด็กที่ร้องไห้กระจองงอแงด้วยเถิด ดังนั้น อย่าทำให้ความหวังทั้งหมดของแม่ต้องมีสภาพขาดวิ่นอย่างสิ้นเชิงด้วยทัศนคติประเภทนี้ ตอนนี้ ถ้าเธอมีคำถาม ก็ถามพวกเขา เพราะแม่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้แล้ว […]