ศรี เทวี บูชา San Diego (United States)

ศรี เทวี บูชา
ซานดิเอโก้, สหรัฐอเมริกา, ๓๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๘๕ (พ.ศ. ๒๕๒๘)
ขอพระเป็นเจ้าอวยพรพวกคุณ
แม่มีความสุขมากที่ได้มาอยู่ในอาศรมที่ซานดิเอโก้ นี่คือสถานที่ที่งดงามมาก และได้แสดงออกอย่างมากมายถึงความรักของพระเป็นเจ้า ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในรูปแบบที่ท่านต้องการช่วยพวกคุณในทุกๆ ขั้นตอน ถ้าพวกคุณอยากมีอาศรม หากพวกคุณต้องการมีสถานที่ที่เหมาะสม หากพวกคุณต้องการดูแลลูกๆ เป็นอย่างดี หากคุณต้องการทำงานของพระเป็นเจ้า ทุกอย่างจะได้รับการดูแล ทุกอย่างจะถูกทำให้ปรากฏออกมา หากว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏออกมาแล้ว พวกคุณจะทำงานกันได้อย่างไร? แล้วทุกอย่างก็สำเร็จลงได้ เห็นได้อย่างชัดเจนถึงหนทางที่ทำให้พวกเรามีอาศรมในที่ต่างๆ เหล่านี้ เป็นสถานที่ที่สะดวกสบายจริงๆ และในราคาเหมาะสมที่พวกเราสามารถจ่ายได้ พวกเราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกันได้ นี่คือสถานที่อันถูกสร้างขึ้นจากความรักให้พวกคุณทุกคน
ดังนั้น เรื่องแรกที่พวกเราต้องจำไว้คือ พวกเราควรมีความรักอย่างสมบูรณ์แบบให้แก่กันและกัน พวกเราไม่ควรไว้ใจคนที่พยายามแบ่งแยกพวกเราออกจากกัน หรือคนที่พยายามมอบแนวความคิดผิดๆ ให้แก่เรา เราสามารถมองออกได้โดยไม่ยากว่าใครคือสหจะโยคีโดยหัวใจอย่างแท้จริง สามารถดูออกได้ไม่ยากเลย คุณต้องเป็นคนมีประสาทสัมผัสไวกว่านี้อีกเล็กน้อย แล้วคุณจะค้นพบคนแบบนั้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าอะไรก็ตามที่แฝงไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมจะถูกค้นพบได้ ไม่มีใครสามารถมีพฤติกรรมต่อต้านพระเป็นเจ้าได้ เพราะทุกอย่างจะถูกค้นพบและปรากฏตัวออกมา
แต่พวกเราต้องตั้งสติที่คุณแม่ของพวกคุณอย่างสมบูรณ์ แต่บางคนก็ออกจะคลั่งไคล้ไปสักหน่อย เพราะพวกเขาเป็นพวกชอบยึดติด ไม่เป็นไร คุณก็จะดีขึ้นเอง แต่ความคลั่งไคล้ก็ดีกว่าความสงสัย ดังนั้น คนที่ทำอะไรมากเกินไปนี้ ควรปฏิญาณว่าจะมีชีวิตที่ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ตนเห็น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ตนเข้าใจในสหจะโยคะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะยอมรับ โดยไม่มีความวิตกกังวลเลยแม้แต่น้อย
นี่คือประเด็น พวกเรามักสร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับสหจะโยคะของเราขึ้นมา พวกเราสร้างไม่ได้ มันเป็นของมันอยู่แล้ว พวกเราไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ของเรา เราคิดว่าสหจะโยคะควรเป็นเช่นนี้ สหจะโยคะควรเป็นเช่นนั้น เป็นไปไม่ได้ คุณไม่สามารถประนีประนอม ไม่เลย มันต้องเป็นในแบบที่มันเป็น ไม่สามารถเป็นสิ่งที่คุณนึกอยากให้มันเป็นได้ คุณจะหล่อมันขึ้นมาไม่ได้ เพราะว่ามันถูกกำหนดไว้ตั้งนานมาแล้ว และตอนนี้มันก็เป็นในแบบที่มันเป็น และนั่นคือเหตุผลที่มันทำงานออกมาได้ดีมาก มีประสิทธิภาพมาก แต่เพื่อให้มันทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณต้องยอมรับในการทำงานของมัน
อย่างเช่น ตารางเวลาของเมื่อวาน แม่รู้ว่าต้องมีอะไรสักอย่าง และเวลาก็ยังไม่พร้อม เวลาที่แม่ใช้ไปกับที่นี่จะต้องถูกใช้เพื่อการยกกุณฑาลินีของพวกเขา ไม่อาจเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น แม่ใช้เวลาห้านาที เพื่อให้การตระหนักรู้แก่พวกเขา ดังนั้น คุณควรเข้าใจทุกเรื่องในทำนองนี้ แล้วคุณจะค่อยๆ มองเห็นการละเล่นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าทำงานออกมาอย่างไร ช่วยคุณอย่างไร
แต่หากสมมุติว่าพระเป็นเจ้าได้นำของบางอย่างมาวางไว้ต่อหน้าคุณ ดร.วอร์ลิการ์ได้เล่าเรื่องที่งดงามมากให้แม่ฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งน่าสนใจมากว่า ระหว่างเทวีแห่งทรัพย์สมบัติ และเทวีแห่งการศึกษา มีเรื่องขัดแย้งกันเล็กน้อย เราอาจกล่าวได้ว่า การศึกษาหรือพระแม่สรัสวตี หากว่าเราละทิ้งไปหรือชื่นชมมากเกินไป ก็จะทำให้เราเต็มไปด้วยอัตตา ในลักษณะที่ว่า หากคุณกลายเป็นคนที่เอาแต่เรียน เรียน เรียน คุณก็ถูกโยนไปยังด้านหนึ่ง
สุภาพสตรีท่านนี้ต้องการทดสอบอำนาจของทรัพย์สมบัติ จึงได้กล่าวแก่พระแม่ลักษมีว่า “พวกเรามาลองดูกันกับชายคนนี้เถิด” ชายคนนี้เป็นขอทาน เขาต้องการเงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้น พระแม่ลักษมีจึงใส่เงินจำนวนมากลงในภาชนะที่ใหญ่มาก ซึ่งเราเรียกว่า ฮันดา (handa) และวางไว้บนทางที่เขาจะผ่าน ขณะที่ชายผู้นี้กำลังเดินอยู่ พระแม่สรัสวตีได้เข้าไปสู่จิตใจของเขา เมื่อพระแม่สรัสวตีเข้าไปในใจเขาแล้ว เขากลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยอัตตาและไม่แม้แต่จะมองสิ่งนั้น เขาแค่เดินผ่านไป นี่คือสิ่งที่เขาต้องการแต่เขาก็เดินผ่านไป
เรื่องนี้บอกสิ่งหนึ่งกับเรา นั่นคือเมื่อคนเต็มไปด้วยอัตตา เริ่มวางแผนของตนเอง เริ่มสร้างคำแนะนำของตนเอง สร้างภาพลักษณ์ของตนเอง และสิ่งที่ตามมาก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้พยายามจัดหาสิ่งที่คุณจำเป็น สิ่งที่คุณต้องการ การแก้ปัญหาในชีวิต ย่อมอันตรธานหายไป นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเราไม่ยอมให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดำเนินไปตามการละเล่นของท่าน ที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้หมายเฉพาะในระดับของวัตถุเท่านั้น เป็นความจริงในระดับของอารมณ์ความรู้สึกด้วย เป็นความจริงในระดับของร่างกายด้วย และที่ดีที่สุดก็คือเป็นจริงในระดับของจิตวิญญาณเช่นกัน ดังนั้น พวกเราไม่ควรหลงประเด็น ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เล่นบทบาทของท่าน และพวกเราก็จะได้เห็นการดูแลจัดการของท่าน
อย่างที่พระกฤษณะได้กล่าวว่า “กรฺมณฺเยวาธิการสฺเต” “เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำหน้าที่” (จากภควัทคีตา อัธยายะที่ ๒ โศลกที่ ๔๗) ตอนนี้พวกเราทำบูชาแล้ว ทำอารตีแล้ว แม่ได้พูดว่า “ไม่เป็นไร ถ้าพวกเราทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้แม่ก็จะนั่งเครื่องบินเที่ยวเย็น” แม่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหา ไม่ว่าจะนั่งเครื่องบินตอนเช้า หรือเครื่องบินตอนเย็น ไม่เป็นปัญหาเลย แม่รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่สุด เราได้ถกเถียงกันถึงประเด็นสำคัญที่ต้องยกขึ้นมาพูด อาจต้องใช้เวลากับเรื่องนั้นบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ นี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเรา ดังนั้น แม่จึงไม่ได้วิตกกังวล ว่าแม่ต้องไปให้ทันเครื่องบินตอนตีหนึ่ง ไม่เป็นไร แม่จะไปเครื่องบินเที่ยวกลางคืน แม่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันต่างกัน
ดังนั้น ขอให้พวกเรามีจิตใจที่ผ่อนคลาย เพื่อจะมองดูว่า เรื่องต่างๆ เข้ามาหาเราได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นผู้คนก็ (ภาษามราฐี)
ตอนนี้ เมื่อพวกเราเข้าใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีการละเล่นที่สมบูรณ์แบบของท่าน มีการทำงานของท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังทำงานเพื่อพวกเรา เพื่อพวกคุณผู้เป็นสหจะโยคี เมื่อคุณตระหนักถึงสิ่งนี้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบ และอยู่ในปีติสุข แต่เมื่อคุณเริ่มที่จะ “โอ้ มันควรจะเป็นอย่างนี้ มันควรจะเป็นอย่างนั้น” ทุกอย่างก็จะต่อต้านกับความปีติสุข ไม่ว่ามันจะมาอย่างไรก็ไม่เป็นปัญหาทั้งสิ้น เมื่อใดที่คุณสร้างทัศนคติเช่นนี้ ปีติสุขเบิกบานก็จะสมบูรณ์แบบ
แม่เคยเห็นเช่นกัน ในชีวิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก พวกคุณต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมาก เหตุผลก็คือคุณเริ่มคิดในทุกๆ เรื่อง ในอินเดีย วิธีการที่พวกเราแต่งงานกันเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ตั้งแต่เป็นเด็กแล้วพวกเราถูกสอนมาว่า “เธอจะแต่งงาน ดังนั้น จงเรียนรู้ว่าจะอยู่กับสามีได้อย่างไร” และผู้ชายก็ได้รับการอบรมให้รู้จักวิธีการปฏิบัติต่อภรรยา แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นภรรยาหรือสามี สามีและภรรยาเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ประเภทหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่าจะเป็นคนไหน เพราะอาจจะเป็นคนไหนก็ได้ และเมื่อคุณยอมรับเธอด้วยหลักการของธรรมะ ก็จะกลายเป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับคุณ แล้วก็แค่สนุกสนานไปกับสิ่งนั้น และทุกอย่างก็ถูกสร้างขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง จนถึงเวลาหนึ่งที่ต้องเป็นมงคลเช่นกัน แน่นอน พวกเขาปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์ นั่นก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะหากไม่ดูตามฤกษ์ ก็อาจจะเกิดภัยพิบัติบางอย่างได้เช่นกัน ดังนั้น พวกเขาจึงปรึกษากับทางโหราศาสตร์ และหากมีหลายจุดมากๆ กล่าวกันว่า ๒๖ จุดดีที่สุด พวกเขาก็จะแต่งงานกันไม่เช่นนั้นก็ไม่แต่ง ดังนั้น ไม่จำเป็นว่าพวกเราจะเจอกันหรือไม่เจอกัน บางครั้ง พวกเขาพบกันคุยกันเป็นเวลาหนึ่งปี แต่การแต่งงานก็อาจถูกเลื่อนออกไป ไม่สามารถหาฤกษ์ที่เป็นมงคล พวกเขาต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันสักพัก แต่ไม่เคยจะเป็นไปในลักษณะสองต่อสอง พวกเขาจะไม่ไปไหนในลักษณะสองต่อสอง ดังนั้น ช่วงเวลานั้นถูกจัดให้เป็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ ช่วงเวลาที่คุณจะได้พบกับสามีหรือภรรยาของคุณ เป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก คุณจะจดจ่ออยู่กับจุดนั้น
แล้วก็จะตัดสินใจอย่างฉับพลัน คุณจะเก็บช่วงเวลานั้นให้เป็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ บางครั้ง ก็อาจเกิดขึ้นได้ว่าในช่วงเวลาระหว่างนั้น มีหลายคนเหมือนกันหลังจากที่ตัดสินใจแล้ว เป็นไปได้ว่าคุณต้องการที่จะยังดูคนๆ นั้นต่อไปในระดับของความรู้สึก แต่หลังจากนั้น คุณก็จะไม่หันเหสติไปที่ไหน เป็นความพยายามที่จดจ่ออยู่อย่างสมบูรณ์แบบ มันเข้ากันได้ เพราะคุณยอมรับมัน
แต่ที่นี่ผู้คนอยู่ด้วยกันแล้วสามปี แล้วพวกเขาก็แต่งงานแล้วก็หย่า แม่หมายถึง แม่ไม่เข้าใจ แม้ว่าจะอยู่ด้วยกันแล้วสามปี เจ็ดปี หรือสิบปี แต่พวกเขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิม แล้วการรู้จักกันมาหลายปีแล้วจะมีประโยชน์อะไร ก็ยังหย่ากัน? […]

8th Day of Navaratri and Talk After the Puja, What We Have To Do Within Ourserlves Complexe sportif René Leduc, Meudon (France)

Ashtami Puja, Eighth day of Navaratri, Meudon, Paris (France), 30 September 1984.
วันนี้เป็นวันที่แปดของนวราตรี แต่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่วันหนึ่งของสหจะโยคี เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด นั่นคือเราได้ข้ามผ่านศูนย์พลังงานที่เจ็ดมาแล้ว และเราอยู่บนศูนย์พลังงานที่แปด เราไม่ต้องคิดว่า เทวีได้ทำอะไรในวันที่แปด เราต้องคิดว่า วันนี้เราต้องทำอะไรบ้างภายในตัวเราเอง
หลังจากผ่านวันที่เจ็ด หลังการข้ามพ้นจักรที่เจ็ด – นั่นคือการก้าวขึ้นอย่างแท้จริงในการพัฒนาจิตวิญญาณของคุณ เราทำอะไรในวันที่แปด?
มันช่างสหจะจริงๆ (โดยบังเอิญ) ที่ว่า วันนี้ควรเป็นวันอัษฏมี เพราะเป็นวันที่เทวีได้ฆ่าผู้กระทำบาปมากมาย อีกทั้งพวกปีศาจและพวกรากษส ท่านได้กระทำด้วยตนเองลำพังผู้เดียว ขณะนี้อำนาจชั่วร้ายกำลังแสดงตัวอยู่ในมนุษยชาติ พวกมันแผ่ขยายออก อยู่ภายในตัวเรา ดังนั้นเราทุกคนต้องต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นภายในตัวเรา สงครามอยู่ภายในตัวของพวกเรา ไม่ใช่ภายนอก ครั้งแรกเมื่อคุณขึ้นสู่จักรที่เจ็ด และคุณอยู่บนก้าวที่แปด คุณต้องจำไว้ก่อนอื่นว่า คุณต้องต่อสู้กับอำนาจเหล่านั้นภายในตัวของเราเอง
พวกคุณทั้งหมดเป็นคนฉลาด บางครั้งก็ฉลาดเกินไปสักหน่อย ดังนั้นสิ่งใดที่แม่พูดคุณอาจจะบิดเบือนไปเสีย และอาจจะพยายามใช้คำพูดของแม่ไปในสติปัญญาที่เป็นของคุณเอง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือถูกต้องสำหรับคุณ คุณต้องการใช้มันเพราะคุณคิดว่าคุณฉลาด และคุณอาจจะไม่รู้ว่าคุณกำลังใช้ความฉลาดของคุณในการเปลี่ยนแปลงคำสอนของแม่ และนั่นคือสิ่งที่คุณควรรู้ว่า อำนาจเหล่านี้กำลังแสดงตัวอยู่ภายในพวกเรา แสดงปฏิกิริยาผ่านทางความฉลาดของพวกเรา ผ่านอารมณ์ของเรา และผ่านร่างกายของเรา ดังนั้นเราต้องระมัดระวังอย่างมาก
เมื่อคุณก้าวขึ้นสู่สหจะโยคะ คุณต้องระวังความเฉลียวฉลาดของคุณเป็นอย่างมาก เพราะความฉลาดมีความสามารถในการหลอกลวง และมันก็จะหลอกลวงเรา ไม่ใช่ใครอื่น และยังต่อต้านเรา ต่อต้านพลังทั้งหลายของเราเอง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม และมองเห็นตัวเราเอง ทันทีที่คุณเข้าสู่ก้าวย่างที่แปด คุณควรจะตั้งต้นที่การมองเห็นตัวคุณเอง
ตอนนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อแม่กล่าวมนตร์ว่า “ข้าพเจ้าเป็นคุรุของตนเอง” ทันใดนั้น ความฉลาดก็ตรงมาเสนอบริการให้อย่างคล่องแคล่วทันที “อ้อ ฉันเป็นครูของตัวเอง แล้วทำไมจะต้องฟังใคร ทำไมต้องฟังผู้นำคนใด ทำไมต้องฟังคนที่แก่กว่า หรือคนที่เข้าใจสหจะโยคะได้ดีกว่า ฉันคือครูของตัวฉันเอง” มันเป็นอีกทางหนึ่งต่างหากความหมายก็ตรงตามคำพูดคือ “ฉันเป็นครูของตนเอง ฉันต้องแก้ไขตนเองให้ถูกต้อง ฉันต้องใช้เครื่องมือแห่งแสงสว่างนี้เพื่อแก้ไขตนเอง”
คราวนี้ ความฉลาดหลอกคุณอีก “คุณแม่พูดว่า ถ้าคุณรู้สึกถึงไวเบรชั่น ก็เป็นการถูกต้อง นี่ฉันกำลังรู้สึกมีไวเบรชั่น ฉันก็ใช้ได้แล้วซิ” หลอกลวงอีกแล้ว คุณกำลังหลอกตัวเอง เหตุผลคืออะไร? […]

Mahasahastrara Puja, The Start of a New Era Château de Mesnières, Rouen (France)

Mahasahastrara Puja. Château Mesnières, Rouen (France), 5 May 1984.
สำหรับแม่ของเธอแล้ว นับเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ได้เห็นสหจะโยคีที่ดีงามมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากในสหัสราระบูชาครั้งนี้ แม่คิดว่ายุคแรกของสหจะโยคะได้ปิดฉากลง และยุคใหม่ของสหจะโยคะได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ในยุคแรกของสหจะโยคะจุดเริ่มต้นคือการเปิดจักรสหัสราระเสียก่อนและจากนั้นจึงค่อยๆ ผ่านกระบวนการพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ขึ้น ในวันนี้แม่มองเห็นสหจะโยคีที่ยิ่งใหญ่หลายคนด้วยกัน พวกเธอทั้งหลายได้ผ่านกระบวนการพัฒนาตนเองเพื่อเติบโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ในยุคแรกของสหจะโยคะเป็นเพียงการปลุกพลังกุณฑลินีให้ตื่นขึ้นและพุ่งผ่านบริเวณกระหม่อมบนศีรษะ เธอจะพบว่าบริเวณเหนือกระหม่อมของเรามีบันดันเช่นเดียวกับภายในศีรษะของเรา นอกจากนี้ในจักรสหัสราระยังเป็นที่สถิตของจักรต่างๆ เช่นเดียวกับจักรที่อยู่ในระบบกายละเอียดของเรา ดังนั้นในยุคแรกของสหจะโยคะเราได้ปลุกเทพประจำจักรทั้งใน Medula Blancheta และในสมองของพวกเธอให้ตื่นขึ้น แต่ในยุคปัจจุบันถึงเวลาแล้วที่จะขยายผลการตระหนักรู้นี้ออกไปในวงกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งในการนี้เราควรจะต้องเข้าใจวิธีการกันก่อน
เช่นเดียวกับสีทั้งเจ็ดของสายรุ้ง แสงสว่างจากจักรต่างๆ ก็มีเจ็ดสี เราเริ่มจากด้านหลังตามแนวกระดูกสันหลังที่จักรมูลาธาระขึ้นมาถึงจักรที่หกทางด้านนี้ — อากญ่า หลังจากนั้นจักรทั้งหมดจะถูกจัดวางในตำแหน่งที่แตกต่างกันบนสหัสราระ ถ้าหากว่าเธอสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แม่ตั้งใจจะพูดว่าเพราะในจักรสหัสราระนี้เป็นตำแหน่งที่ทดแทนแบบเว้าเข้าไปข้างใน เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจว่าศูนย์กลางของกระหม่อมเชื่อมโยงกับจักรหัวใจ
ดังนั้นหัวใจเป็นแกนกลางของยุคที่ ๒ ของสหจะโยคะ แม่หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจที่แม่พูด ถ้าเราจะต้องตั้งสติไว้ที่สหัสราระสิ่งแรกที่เธอต้องทำคือการใส่ใจกับหัวใจของเราก่อน ในสหัสราระจักรหัวใจและหัวใจหรืออัตมา (Atma) จะเข้าไปข้างใน นั่นหมายความว่าพระแม่จะกะดัมบา (ชคทมฺพา) กลายเป็นหนึ่งเดียวกับหัวใจ และนั่นคือหัวใจ
ดังนั้นเราจะเห็นว่าการรวมเป็นหนึ่งเกิดขึ้นที่นี่ ในขณะนี้ สำคัญมากที่เราจะต้องรู้ว่าเราต้องก้าวสูงขึ้นไปด้วยก้าวที่ใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยผ่านมา สหัสราระเคลื่อนที่ตามเข็มนาฬิกาเช่นเดียวกับจักรอื่นๆ ซึ่งส่องแสงสว่างออกมาโดยมีหัวใจเป็นแกนกลาง ดังนั้น แก่นแท้ของศาสนาทุกศาสนา และแก่นแท้ของศาสดาและนักบุญทั้งหลาย จึงได้แก่ความเมตตากรุณาอันเป็นคุณสมบัติหลักของจักรหัวใจ
เราจึงต้องเข้าใจว่าในยุคที่ ๒ ของสหจะโยคะเราต้องมีความเมตตากรุณา นี่คือการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของความเมตตากรุณา ถ้าไม่ใช่ด้วยความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าพระองค์คงไม่สร้างจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้ขึ้นมา แท้จริงแล้วพลังอำนาจของพระองค์หรืออาทิศักติ (Adi Shakti) คือการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของความเมตตากรุณาแห่งพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง และความเมตตากรุณานี้ได้มอบวิวัฒนาการให้แก่มนุษย์หรือแม้แต่การปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระของเธอในฐานะสหจะโยคี และความเมตตากรุณาจะถูกห่อหุ้มด้วยการอภัย
เธอจะเห็นว่าตรีเอกานุภาพ (Trinity) มาบรรจบกันตรงนี้
พระบุตรแห่งพระเจ้า คือ การให้อภัย คือการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของการให้อภัย
พระบิดา คือ การเป็นประจักษ์พยาน
พระมารดา คือ ความเมตตากรุณา
และพระบุตร คือ การให้อภัย ทั้งสามบรรจบกันที่จักรหัวใจที่สถิตอยู่ในจักรสหัสราระ
พวกเธอทุกคนต้องเรียนรู้ที่พัฒนาจักรสหัสราระ พวกเธอรู้จักเทพประจำจักรสหัสราระดีอยู่แล้ว ตำแหน่งของสหัสราระไม่ได้อยู่ที่ศีรษะตามที่เธอเข้าใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนี้ทั้งหมด
ถ้าจะพัฒนาจักรสหัสราระ เธอต้องตั้งสติที่จักรหัวใจ ณ บริเวณกระหม่อมบนศีรษะ และอัญเชิญเทวีประจำจักรให้เข้ามาประทับอยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ตามเทวีองค์นี้จะต้องเข้ามาประทับในหัวใจของเธอเสียก่อน
ปัจจุบันพวกเธอช่างโชคดีที่เทวีมาปรากฏอยู่ต่อหน้าเธอแล้ว ก่อนการอวตารของแม่ บรรดาผู้คนที่ได้รับการรู้แจ้งต้องใช้จินตนาการในการนึกถึงท่าน แต่ลำพังจินตนาการไม่สามารถจะให้ภาพที่สมบูรณ์ได้ อย่างที่แม่บอกว่าเทวีประจำสหัสราระคือมหามายา (ภาพลวงตาที่ยิ่งใหญ่ : ผู้แปล) ถ้าพวกเธอสามารถเห็นมหามายาในรูปมนุษย์ เธออาจมีความจงรักภักดีต่อท่านอย่างสมบูรณ์แบบเพราะมหามายาศักตินั้นยิ่งใหญ่เหนือพ้นขอบเขตของจินตนาการของมนุษย์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องปล่อยวางให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (surrender) ด้วยข้อจำกัดของสมองมนุษย์และขีดจำกัดของจินตนาการ เธอไม่สามารถจะมองเห็นท่านได้ มีเพียงหนทางเดียวที่เธอจะสามารถเข้าถึงท่านได้นั่นคือจะต้องผ่านความภักดีและการอุทิศตนเท่านั้นเพราะท่านคือ ภักติคัมยา (ผู้เข้าถึงได้ด้วยความภักดี -ผู้แปล) ดังนั้นเธอจึงต้องมีความภักดีและการอุทิศตนในหัวใจ แต่ความภักดีและการอุทิศตนนั้นจะต้องสะอาดบริสุทธิ์ผ่านหัวใจที่ไร้มลทิน ดังนั้นหัวใจจึงควรได้รับการดูแลให้สะอาดผ่องแผ้วอยู่เสมอ
การจะรักษาจักรหัวใจให้บริสุทธิ์อยู่เสมอเป็นเรื่องยาก มนุษย์มีความเข้าใจความจริงในเชิงเปรียบเทียบ ในขณะที่สัจจะหรือความจริงเป็นเรื่องสมบูรณ์ ดังนั้นการจะเข้าถึงความจริงได้เธอจะต้องขจัดความไม่บริสุทธิ์ต่างๆ ที่อยู่ในใจออกไป ในตอนเริ่มต้นเราพยายามที่จะเข้าสู่การรู้แจ้งผ่านหัวใจที่ยังไม่บริสุทธิ์นัก ตอนนั้นเรายังมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งผิดๆ อยู่ เราคิดว่าเมื่อรู้แจ้งแล้ว เราจะกลายเป็นผู้ที่มีพลังอำนาจหรือผู้วิเศษ หลังจากได้รับการตระหนักรู้แล้วเราก็เริ่มสนใจในสิ่งที่ไร้สาระเล็กๆ น้อยๆ เราเริ่มขอพรเรื่องครอบครัว บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตรธิดา พี่ชาย น้องสาว ญาติพี่น้องวงศาคณาญาติ เพื่อนฝูง เราขอพรให้กับคนที่เรามีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น แม่รู้ว่าเธอจะก้าวผ่านพันธะแห่งสายสัมพันธ์เหล่านี้ไปได้ในไม่ช้า ตอนนี้หน้าที่ของอวตารคือการทำให้ผู้ภักดีหรือศิษย์ของท่านสมความปรารถนา เช่น เมื่อศรีกฤษณะได้รับการร้องขอจากศิษย์ให้มาประทับอยู่กับศิษย์ทุกคนแต่ละคน ดังนั้นศรีกฤษณะจึงได้แบ่งร่างเป็นหลายๆ องค์เพื่ออยู่กับศิษย์ทุกคนตามคำขอ เช่นนี้แม่ถือเป็นความปรารถนาที่ศักดิ์สิทธิ์
แต่เมื่อพวกเธอขอให้แม่ช่วยเหลือญาติพี่น้อง ครอบครัวของเธอ แม่ก็พยายามช่วยอย่างถึงที่สุด รวมทั้งความสุขสบาย (Kshema) จากแม่ เรื่องอาศรมของเธอ และความปรารถนาอื่นๆ ด้วย ในระดับของศรีกฤษณะนี่คือ Yoga-Kshema-Mahamyam ความสุขสบายจากแม่จึงอยู่ในการดูแลในระดับของศรีกฤษณะเพราะนี่คือคำสัญญา แต่ยุคต่อไปจะต้องมาถึง เมื่อเธอมีทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว มีครอบครัวที่ดี มีอาศรมที่ดี มีงานดีๆ ทำ ทุกคนมีความสุขแล้ว ก็ถึงเวลาที่เธอควรจะนึกถึงยุคต่อไปของสหจะโยคะ
ยุคต่อไปเป็นยุคแห่งความเมตตากรุณา แต่จักรของเธอยังคงอ่อนแออยู่ แสงสว่างสีขาวจากการรวมกันของสีทั้งเจ็ดนั้นอาจถูกทำให้เลือนลางลงไปหรืออยู่ในสภาพที่ยังไม่สมบูรณ์ จักรทุกจักรภายในตัวเราจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี เธอต้องตั้งสติและบรรจุความเมตตากรุณา–ความรู้สึกเมตตากรุณาลงในจักรเหล่านี้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักรของพระคเณศ เราต้องตั้งสติไปที่จักรนี้อย่างดี เราต้องขอให้ความคิดของเราเต็มไปด้วยคุณสมบัติของท่าน (ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา: ผู้แปล) เพราะการทำเช่นนั้นจะช่วยให้ความคิดของเธอประกอบด้วยคุณสมบัติของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังเช่นในขณะนี้ ด้วยความเคารพที่แท้จริงที่เรามีต่อพระคเณศสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้
เธอควรรู้ไว้ว่าในยุคแรกของสหจะโยคะ แม่ไม่สามารถพูดเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้กับเธอได้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เธอจะต้องรวมความรู้สึกไว้ที่จักรมูลาธาระ โดยจักรมูลาธาระเปรียบเสมือนประเทศที่มีกษัตริย์คือพระคเณศเป็นผู้ปกครอง เมื่อเธอตั้งสติที่จักรนี้เธอจงส่งความรู้สึกแห่งความรักและความเคารพบูชาภักดีไปยังพระคเณศเพื่อเป็นการเริ่มต้น
และเพื่อแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของความเมตตากรุณา เธอจงขอพรเพียงประการเดียวจากท่านเท่านั้น อย่าได้ขอพรอื่น พรนั้นคือ “ขอเทพแห่งความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาได้โปรดประทานความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแก่มนุษย์ทุกคนในโลก” แต่ก่อนอื่นตัวเธอเองจะต้องมีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเสียก่อนจึงจะมีสิทธิขอพรนี้จากท่าน ถ้าเธอเองยังขาดคุณสมบัตินี้เธอก็จะไม่มีสิทธิที่จะขอพร หากจะเข้าใจความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เธอต้องพยายามเข้าใจตัวเองก่อน เธอควรรู้ว่าความคิดของเธอกำลังทำงานอย่างไร เช่น เวลาที่เรามองใครสักคน เรารู้สึกอยากเป็นเจ้าของคนๆ นั้นหรือไม่ เรารู้สึกถูกดึงดูดอย่างไม่เหมาะไม่ควรโดยคนๆ นั้นหรือไม่ เรามีความคิดหยาบๆ เข้ามาในใจหรือไม่
สำหรับคนที่มีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เมื่อเขามองดูผู้ชาย ผู้หญิง หรือธรรมชาติที่สวยงาม สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือเขาจะเข้าสู่ภาวะจิตว่าง เมื่อปราศจากความคิดก็จะปราศจากความต้องการครอบครองเป็นเจ้าของหรือความคิดแบบหยาบๆ อื่นๆ หากเราอธิษฐานต่อพระคเณศ แม้ว่าเราจะยังไม่มีสิทธิที่ว่านี้อย่างเต็มที่ก็ตาม ว่า “กรุณาทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีแต่ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้รับพลังแห่งท่านเพื่อที่ข้าพเจ้าจะสามารถแผ่รังสีแห่งความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาไปยังผู้คนทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้ากลายเป็นต้นกำเนิดแห่งความไร้เดียงสา ทุกหนทุกแห่งที่ข้าพเจ้าปรากฎตัวพวกเขาจะสัมผัสถึงความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า” เช่นนี้คือความเมตตากรุณา เป็นความเมตตาในการขอพรจากพระองค์เพื่อให้เราเองมีพลังแห่งความเมตตากรุณา
เมื่อเป็นเช่นนี้แสงประจำจักรต่างๆ จะเริ่มเคลื่อนที่ไปในแนวนอน (Horizontal) ระบบประสาทส่วนกลางของเราจะได้รับแสงสว่างนี้ส่งผลให้เรากลายเป็นความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอันทรงพลัง เราจะไม่ทำตัวโง่เง่าไร้สาระแบบเด็กๆ (childish) แต่เราจะเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ของเด็กไร้เดียงสา (childlike) เราจะมีบุคลิกภาพและความประพฤติที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ปรกติคนที่ดูสง่างามจะขาดความไร้เดียงสาเพราะมีเจตนาที่จะทำตัวให้ดูสง่างามและเป็นผู้ใหญ่เพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนอื่น ในขณะที่เด็กๆ กลับไม่ต้องใช้ความพยายามที่จะแสดงออกซึ่งความไร้เดียงสาหรือความสง่างามหรืออะไรทั้งสิ้นเพราะเด็กๆ ไม่มีเจตนาหรือความจงใจดังกล่าว ดังนั้นเราจะต้องพัฒนาคุณสมบัติที่หายากของการผสมสานระหว่างความสง่างามและความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่เรียกว่า ความสง่างามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไร้เดียงสา (innocent dignity) ให้เกิดขึ้นในตัวเรา
เมื่อคุณสมบัติอีกประการหนึ่งของพระคเณศเริ่มทำงานในระดับขยายวงกว้าง เธอจะเริ่มมีวิจารณญาณที่ดี แต่เธอต้องพัฒนาอำนาจแห่งวิจารณญาณ เธอจะต้องสามารถแยกแยะตัววิจารณญาณออกจากพลังของวิจารณญาณให้ได้ (Discretion and power of discretion) อำนาจหมายถึงการกระทำ ตัวอย่างเช่น ถ้าเธอยืนอยู่ที่ไหนสักแห่งเมื่อเกิดอันตรายขึ้นวิจารณญาณตัวนี้จะลงมือกระทำเอง แม้เธอจะไม่ได้พูดออกมา สมมติว่า สหจะโยคีที่ดีคนหนึ่งกำลังโดยสารรถไฟแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นบนรถไฟ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามันเกิดขึ้นก็จะไม่มีใครเสียชีวิต เพราะพลังแห่งวิจารณญาณที่เธอมีจะเป็นผู้ลงมือกระทำเอง เธอไม่ได้เป็นผู้กระทำ แต่พลังอำนาจนี้ต่างหากเป็นผู้ลงมือ เธอเป็นเพียงยานพาหนะที่สะอาดและสวยงามของวิจารณญาณ เมื่อเธอรู้ว่าพลังของวิจารณญานเป็นผู้กระทำ เธอจงรู้ว่าเธอกำลังพัฒนาไปในระดับขยายวงกว้างแล้ว (horizontal)
ในยุคแรกของสหจะโยคะ พวกเธอจำเป็นที่จะต้องพบแม่แบบตัวต่อตัว เธอต้องการเป้าหมายที่ตั้งอยู่ตรงหน้า เธอต้องการให้แม่อยู่ตรงหน้าตลอดเวลาเพื่อที่เธอจะได้มีความสุข ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และความเบิกบาน ต่อมาในยุคที่สอง ความต้องการที่แม่จะต้องอยู่ด้วยตลอดเวลาจะไม่มากเหมือนในยุคแรก แต่เธอจะแบ่งเบาภาระของแม่ นี่คือความปรารถนาของพระเจ้าที่แม่พูดถึง และพวกเธอจะต้องเริ่มปฎิบัติตามนับแต่วันนี้เป็นต้นไป แม่อยู่กับเธอตลอดเวลา แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในร่างนี้ แม่ไม่รู้ว่าแม่จะอยู่ในร่างนี้อีกหรือไม่ แต่เมื่อเธอเริ่มพัฒนาความปรารถนาอันบริสุทธิ์ขึ้นเธอจะได้พบกับปาฎิหาริย์อันยิ่งใหญ่ ตามธรรมชาติแล้วเมื่อทารกถือกำเนิดมารดาก็จะมีน้ำนมโดยอัตโนมัติ เพราะธรรมชาติคือการเชื่อมต่ออย่างแนบแน่นของทุกสรรพสิ่ง เมื่อเธอเป็นบุคคลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เธอจะค้นพบด้วยตัวเองว่านี่คือสัจธรรม ดังนั้นเธอจะพบแม่ได้ในทุกที่ เธออาจพบว่าแม่กำลังเดินอยู่ข้างๆ ในเวลาที่เธอเดินอยู่ตามท้องถนน เพราะว่ายุคที่สองได้เริ่มขึ้นแล้ว เธอไม่ต้องตกใจถ้าพบว่าแม่กำลังนั่งอยู่บนเตียงของเธอและวางมือลงบนศีรษะของเธอ หรือเธออาจพบแม่ในรูปของพระเยซู หรือ ศรีราม เดินเข้ามาในห้องของเธอ จงเตรียมตัวให้พร้อม สิ่งนี้น่าจะเกิดขึ้น
อันที่จริงแล้วมีปาฏิหาริย์หลายอย่างเกิดขึ้นกับเธอไปแล้ว แต่ในระดับที่หยาบกว่า เธอได้เห็นแสงสว่างแผ่ออกจากศีรษะของแม่หรือรูปถ่ายที่แสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ แต่ยังมีอีกหลายอย่างซึ่งอยู่เหนือจินตนาการที่จะเกิดขึ้นกับเธอเพื่อทำให้เธอเชื่อว่าเธอได้บรรลุถึงการพัฒนาการทางจิตวิญญาณขั้นสูงในยุคใหม่ของสหจะโยคะ เพราะนี่คือสภาวะใหม่ที่เธอจะเข้าสู่ระดับที่ขยายออกในแนวราบ ในระดับนี้เธอจะเลิกร้องขอสิ่งต่างๆ ในระดับวัตถุ รวมทั้งการขอพรต่างๆ ในระดับที่ละเอียดอ่อนด้วย การร้องขอจะหมดไป และเธอจะกลายเป็นคนที่มีพลังอำนาจในตนเอง เธอก็รู้ว่าสิ่งที่แม่พูดทุกอย่างเป็นความจริงและเกิดขึ้นจริง ปัญหาอย่างเดียวก็คือ–แม่ไม่สามารถสั่งให้เธอพัฒนาได้ กุณฑลินีที่อยู่ในตัวเธอขณะนี้ได้กระทำการต่างๆ ไปพอสมควรแล้ว ตอนนี้งานเรื่องการแผ่ขยายความเมตตาให้ผู้อื่นนั้น เธอต้องเป็นผู้กระทำเอง เหมือนแสงที่ทวีความสว่างขึ้น และสว่างขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ครอบคลุมก็จะขยายใหญ่ออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเธอจะกลายเป็นผู้หยิบยื่นความเมตตากรุณาให้ผู้อื่น ครั้งที่แล้วแม่ขอให้เธอบำเพ็ญตบะ ด้วยการปล่อยวางอย่างแท้จริง เธอจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในการแสวงบุญเพื่อไปยังปราสาทอันเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ นี่คือการปรากฎขึ้นแวบเดียวของตบะซึ่งเธอจงทำให้สำเร็จ เพราะแม่รู้ว่าพวกเธอบางคนจะต้องประสบปัญหาและความยุ่งยากนิดหน่อย บางคนก็ต้องพบกับความทุกข์บ้างในระหว่างทางแห่งการแสวงบุญของเธอ แต่การที่ได้เสี่ยงได้ผจญภัยบ้างก็น่าสนุกดีไม่ใช่หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้บรรลุถึงสถานที่ซึ่งเหล่ามารร้ายทั้งหลายไม่หาญกล้าที่จะเข้าไป
และถ้าเธอรู้วิธีที่จะสนุกกับความไม่สะดวกสบายต่างๆ เธอจงรู้ว่าเธอกำลังอยู่บนหนทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้หากเธอเริ่มที่จะมีวิจารณญาณโดยอัตโนมัติ จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ
ถ้าเธอพบว่าตัวเองเต็มไปด้วยความสงบสุข แม้จะมีใครมาโจมตีแต่ความโกรธและอารมณ์ขุ่นมัวทั้งหลายกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในสหะจะโยคะ
ถ้าเธอต้องพบกับอุปสรรคในชีวิตที่หนักหนาสาหัสซึ่งถือเป็นการทดสอบอย่างทรหดที่สุดแต่เธอกลับไม่มีความวิตกกังวลใดๆ จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ
เมื่อสิ่งจอมปลอมทั้งหลายไม่สามารถล่อลวงเธอได้อีกต่อไป จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในสหจะโยคะ เมื่อความสมบูรณ์พูนสุขทางวัตถุของคนอื่นไม่อาจทำให้เธอรู้สึกแย่ในรูปแบบใดก็ตาม จงรู้ไว้ว่าเธอกำลังก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ
เธอไม่อาจใช้ความพยายามใดๆ เพื่อจะกลายเป็นสหจะโยคี ไม่ว่าเธอจะพยายามสักแค่ไหนก็ตามก็ไม่มีทางที่จะทำได้ แต่เธอได้กลายเป็นสหจะโยคีโดยปราศจากความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น นั่นจึงทำให้เธอกลายเป็นคนพิเศษ
ดังนั้นเธอแต่ละคนจึงควรเข้าใจว่าเธอเป็นคนพิเศษ เธอจงอ่อนน้อมถ่อมตนในประเด็นนี้ หลังจากนั้นด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนของเธอจะทำให้เธอบรรลุถึงบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือเธอจะได้รับพลังอำนาจซึ่งจะทำให้เธอเปล่งประกายความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา และยังมีวิจารณญาณ ท้ายที่สุดผลที่จะเกิดขึ้นกับเธอก็คือเธอจะกลายเป็นคนที่มีความเมตตากรุณามากขึ้น มีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น และมีความอ่อนหวานอย่างจริงใจมากยิ่งๆ ขึ้น และเมื่อนั้นเธอจงตระหนักว่า เธออยู่ในหัวใจของแม่
นี่คือสัญญาณของสหจะโยคีในระดับที่สูงขึ้นได้เกิดขึ้นแล้ว เธอจะพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกระทั่งไม่ต้องทำสมาธิก็อยู่ในสมาธิ ไม่ต้องอยู่กับแม่ แม่ก็อยู่กับเธอ ไม่ต้องขอพรจากพระบิดา พระบิดาก็ให้พรเจ้า
แม่ขอต้อนรับเธอเข้าสู่ยุคใหม่ของสหจะโยคะ
ขอพระเจ้าประทานพรแด่เธอทุกคน […]

Mahashivaratri Puja, Detachment & Enlightenment of Brain Pandharpur (India)

มหาศิวะราตรีบูชา
ปันดาร์ปูร
๒๙ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗)
ในยุคสมัยนี้ แม้แต่สถานที่ซึ่งควรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ กลับกลายเป็นที่ซึ่งขาดความศักดิ์สิทธิ์อย่างถึงที่สุด สภาพการณ์ในทุกวันนี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเมื่อเราพยายามจะพัฒนาบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญยิ่ง กลับต้องทำเหมือนหน่ออ่อนของต้นไม้ที่ต้องแทงยอดขึ้นมาจากก้อนหิน หน่ออ่อนนี้จะต้องต่อสู้ฟาดฟันกับสารพัดสิ่ง ดังนั้นเราจึงต้องระวังรักษาสมองของเราไม่ให้ถูกกระทบจากสิ่งภายนอก เราต้องใช้วิจารณญาณทำความเข้าใจเกี่ยวกับทุกเรื่องและพยายามหาทางบรรลุเป้าหมายโดยใช้ความอดทนและความเข้าอกเข้าใจ ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
แม่คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราทุกคนเพราะสถานที่แห่งนี้คือที่สถิตของวิราฏ ของศรีวิฐละ สถานที่แห่งนี้ ศรีวิฐละปรากฎพระองค์ต่อหน้าบุตรชายกตัญญูที่อ้อนวอนขอให้พระองค์ยืนอยู่บนก้อนอิฐ พระองค์ทรงยืนรออยู่ที่นั่น ผู้คนเชื่อว่าพระองค์ยืนอยู่ที่นั่น บางคนก็บอกว่ารูปเหมือนของศรีวิฐละผุดขึ้นมาจากพระแม่ธรณีที่เป็นผืนทราย แต่ปุณฑรีกากษะยืนยันว่า “รูปเหมือนของศรีวิฐละเหล่านี้คือศรีวิฐละซึ่งปรากฎพระองค์ต่อข้าพเจ้าและบิดามารดาของข้าพเจ้า ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังมัววุ่นอยู่กับการดูแลบิดามารดา ศรีวิฐละจึงยืนรออยู่บนก้อนอิฐที่ข้าพเจ้าปาออกไป (และขอให้ท่านยืนรอที่นั่นก่อน)” เราจะต้องใช้สามัญสำนึกทำความเข้าใจเรื่องเล่าเก่าแก่นี้ ต้องเข้าใจว่าพระผู้เป็นเจ้าสามารถก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา เราเองซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นก็กำลังกระทำอย่างเดียวกับพระองค์ คือกำลังกระทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นปาฏิหาริย์สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่เมื่อสัก ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ถ้าจะว่าไป วันนี้เราได้เห็นปาฏิหาริย์ต่างๆ มากมายซึ่งมนุษย์เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วจะไม่มีทางคาดถึงได้ว่าพวกเราจะสามารถจัดพิธีบูชาขึ้นในถานที่อันแสนจะไกลโพ้นเช่นนี้ แต่ปาฏิหาริย์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพลังอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า และพวกเราก็เป็นส่วนเล็กๆ มากส่วนหนึ่งของการสร้างปาฏิหาริย์นั้น ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ และไม่ควรจะต้องได้รับการอธิบาย เพราะปาฏิหาริย์เหล่านี้อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะเข้าใจ หรือพระผู้เป็นเจ้าสามารถทำสิ่งใดก็ได้เพื่อให้มนุษย์รับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์
พระองค์สามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปยังทั้งสามมิติ แม้กระทั่งในมิติที่สี่ พระองค์ก็สามารถทำได้ตามความปรารถนา และนี่ก็คือสิ่งที่พวกคุณสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เกิดปาฏิหาริย์ให้พวกคุณได้เห็นกี่ครั้งกี่หนแล้ว แต่พวกคุณก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าปาฏิหาริย์เหล่านี้ทำงานอย่างไร ปาฏิหาริย์เหล่านี้สามารถส่งผลได้แม้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ผู้คนยังคงประหลาดใจว่าปาฏิหาริย์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่ได้ประสบพบเห็นปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้วยตนเองมาแล้ว พวกเราจึงต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นได้แล้วว่าพระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด
พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดก็ได้ทั้งสิ้นตามความปรารถนา ส่วนพวกเรานั้นเป็นเพียงละอองฝุ่นเมื่อเทียบกับพระองค์ เราไม่มีทางที่จะใช้เหตุผลในการเข้าใจปาฏิหาริย์ของพระองค์ได้ จะเป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีทางอธิบายได้ จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อพวกคุณได้บรรลุถึงสภาวะจิตที่มีศรัทธามั่นคงว่าพระผู้เป็นเจ้าคือผู้ทรงพลังอำนาจในทุกๆ เรื่องโดยผ่านประสบการณ์ของคุณเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ยากยิ่ง นั่นเป็นเพราะเรายังเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัด เรามีพลังอำนาจที่จำกัด เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมีพลังอำนาจในทุกๆ ด้านได้อย่างไร ก็เพราะตัวเราเองยังไม่อาจจะบรรลุสภาวะนั้น ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าที่เรากำลังพูดถึงซึ่งคือพระผู้สร้าง ผู้จรรโลงรักษา ผู้ปรารถนาให้พวกเรามีอยู่และพระองค์คือการดำรงอยู่ของพวกเรา คือพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงพลังอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด มีพลังอำนาจในทุกๆ ทาง พระองค์จะกระทำอย่างไรกับพวกคุณก็ได้ตามความปรารถนาของพระองค์ พระองค์จะสร้างโลกทั้งโลกขึ้นมาใหม่ก็ได้ พระองค์จะทำลายโลกใบนี้ทั้งใบลงก็ได้ สุดแท้แต่ความปรารถนาของพระองค์
ที่แม่ให้จัดพิธีศิวบูชาขึ้นที่ปันดาร์ปุระก็เพราะพระศิวะคือตัวแทนของจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณก็สถิตอยู่ในพวกคุณทุกคน โดยสถิตอยู่ที่หัวใจ บัลลังก์ของสทาศิวะนั้นอยู่ที่เหนือศีรษะของคุณ และในขณะเดียวกันก็สะท้อนอยู่ในหัวใจของคุณ ส่วนสมองของคุณคือวิฐละ ดังนั้นการนำจิตวิญญาณมายังสมองหมายถึงการรู้แจ้งของสมอง “การรู้แจ้งของสมอง” หมายถึง สมรรถนะที่จำกัดของสมองได้กลายเป็นสมรรถนะที่ไร้ขอบเขตจำกัดในการที่จะตระหนักรู้ถึงพระเจ้า แม่จะไม่ใช้คำว่า “เข้าใจ” พระเจ้า แต่จะใช้คำว่า “ตระหนักรู้ถึงพระเจ้า” ว่าพระองค์ทรงพลังอำนาจเพียงใด พระองค์ทรงเป็นปาฏิหาริย์ขนาดไหน และพระองค์ทรงยิ่งใหญ่เพียงใด อีกเรื่องหนึ่งคือ สมองของมนุษย์สามารถสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่เมื่อจิตวิญญาณเข้ามาประทับอยู่ที่สมองแล้ว มนุษย์เช่นพวกคุณก็จะสามารถสร้างสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมาได้ เป็นงานที่มีชีวิตของพลังกุณฑลินี แม้แต่สิ่งที่ไร้ชีวิตก็จะเริ่มทำตัวเหมือนมีชีวิต เพราะคุณสามารถสัมผัสถึงจิตวิญญาณในสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้
เช่นเดียวกับที่ทุกๆ อะตอมมีนิวเคลียสอยู่ภายใน แต่ละโมเลกุลก็มีจิตวิญญาณของโมเลกุลนั้นๆ และถ้าหากคุณกลายเป็นจิตวิญญาณแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่าสมองของโมเลกุลและอะตอมก็คือนิวเคลียส คือร่างกายของนิวเคลียส แต่สิ่งที่ควบคุมนิวเคลียสอีกทีก็คือ “จิตวิญญาณ” ซึ่งสถิตอยู่ภายในนิวเคลียสนั้น ขณะนี้พวกคุณสามารถสัมผัสรู้ รู้กายภาพของนิวเคลียสทั้งหมด และภายในนิวเคลียสนั่นก็คือ “จิตวิญญาณ”
ในทำนองเดียวกัน มนุษย์มีกายนี้ มีการสัมผัสรู้ถึงกายนี้ และเราก็มีนิวเคลียสอยู่ในตนเองก็คือสมอง และ “จิตวิญญาณ” อยู่ในหัวใจ ดังนั้น สมองถูกควบคุมสั่งการโดยจิตวิญญาณ ควบคุมอย่างไร? […]

Sahastrara Puja, Above the Sahastrar Gorai Creek, Mumbai (India)

มหาสหัสราระบูชา
โกไรครีก เมืองบอมเบย์ (มุมไบ)
๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๘๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖)
(แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษซึ่งถอดความมาจากภาษาฮินดี)
ในนามของพวกคุณทุกคน แม่ขอขอบใจกลุ่มโยคีผู้จัดงานในบอมเบย์ที่ได้เตรียมการต่างๆ ให้พวกเราและในนามของแม่เอง แม่ขอขอบใจพวกเขาทุกคน พวกเขาได้เลือกสถานที่อันสวยงามยิ่งแห่งนี้ให้กับเรา สถานที่แห่งนี้คือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้เราในโอกาสที่แม่จะต้องปาฐกถาเกี่ยวกับจักรสหัสราระโดยการได้นั่งใต้ต้นไม้ต้นเดียวกันกับตอนที่จักรนี้ได้เปิดออกเป็นครั้งแรก ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการเปิดจักรสหัสราระได้สำเร็จลุล่วงไปเมื่อ ๑๔ ปี ที่ผ่านมา (หรือเราอาจจะกล่าวได้อีกอย่างว่า เวลาได้ผ่านไปถึง ๑๓ ปีแล้ว และปีที่ ๑๔ กำลังเริ่มต้นขึ้น) แม่ได้เล่าให้พวกคุณฟังเกี่ยวกับการเปิดจักรสหัสราระหลายครั้งหลายหนแล้วในทุกๆ โอกาสครบรอบวันสหัสราระ ว่าได้เกิดอะไรขึ้น สหัสราระถูกเปิดอย่างไร? และสหัสราระมีความสำคัญอย่างไร
แต่ในวันครบรอบ ๑๔ ปี ของสหัสราระ มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากมนุษย์ในขณะนี้มีชีวิตอยู่ในขั้นตอนที่ ๑๔ และในวันที่เขาข้ามพ้นขั้นตอน ๑๔ เขาก็จะกลายเป็นสหจะโยคีที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น ในวันนี้สหจะโยคะจึงกลายเป็นสหจะโยคีด้วย เรื่องมีอยู่ว่า พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างขั้นตอน ๑๔ ระดับไว้ในตัวของเรา หากคุณลองนับง่ายๆ คุณจะรู้ว่า มีจักร ๗ จักรอยู่ภายในตัวเรา นอกจากจักรทั้ง ๗ นี้แล้ว ยังมีอีก ๒ จักระ ที่พวกคุณไม่ค่อยได้กล่าวถึงมากนัก นั่นคือจักรจันทระ (หรือจักรลลิตา) และจักรสุริยะ (หรือจักรศรี) นอกจากนี้ก็ยังมีจักรฮัมสะ (Hamsa) ๗ บวก ๓ เป็น ๑๐ จักร และเหนือขึ้นไป จากสหัสราระ ก็ยังมีอีก ๔ จักระ ซึ่งแม่ได้เคยเล่าให้คุณฟังแล้ว ได้แก่
อรรถพินธุ (Ardha Bindu)
พินธุ (Bindu)
วัลยา (Valaya)
ประทักษิณะ (Pradakshina)
หลังจากที่คุณเข้ามายังสหจะโยคะและหลังจากที่สหัสราระของคุณได้รับการเปิดออก คุณจะต้องก้าวผ่านจักรทั้ง ๔ เหนือสห้สราระนี้ คือ อรรถพินธุ, […]

Shri Mahalakshmi Puja, Ganesha Tattwa Kolhapur (India)

มหาลักษมีบูชา
โกลฮะปูร
๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๓ (พ.ศ. ๒๕๒๖)
วันนี้ วันปีใหม่มาเยือนอีกครั้งหนึ่งแล้ว เหตุที่ปีใหม่ทุกๆ ปีมาเยือนเรา ก็เพราะเราจะต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ อย่างเช่นดวงอาทิตย์ได้ถูกจัดสรรมาให้เคลื่อนไปครบ ๓๖๕ วัน หลังจากนั้นก็เป็นรอบปีใหม่อีกครั้ง อันที่จริงระบบสุริยจักรวาลของเราทั้งหมดมีการเคลื่อนไหวเป็นเกลียว (spiral) ดังนั้น ระบบสุริยจักรวาลของเราจึงเคลื่อนไหวในลักษณะที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี โดยจะหมุนสูงขึ้นในลักษณะเป็นเกลียว ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในระดับของสติรับรู้ (awareness) ของมนุษย์ทั้งหลายต่างก็พัฒนาสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นในอดีตถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อ ๒๐๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยระบบที่เป็นจุดเริ่มของจักรวาลทั้งหมดเป็นต้นแบบชิ้นแรกที่ถูกสร้างขึ้นมา “ต้นแบบ” อันนี้จะต้องถูกทำให้สมบูรณ์ โดยเมื่อต้นแบบสมบูรณ์แล้วก็จะสามารถสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับสิ่งที่เหลือต่อไปได้ ดังนั้น นี่คือต้นแบบที่สมบูรณ์ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาให้ก้าวสูงขึ้นไปและนี่ก็คือระบบที่จะทำให้เกิดวิวัฒนาการขึ้นสูง (ascent) ทั้งนี้จักรวาลส่วนที่เหลือจะมีการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์แบบในหลายทิศหลายทางด้วยกัน
ในวันนี้เราจะต้องมาพิจารณาหลักการของมหาลักษมี อย่างที่แม่ได้เคยบอกคุณแล้วว่า “มหาลักษมี” คือหลักการที่สมบูรณ์แบบ เป็นหลักการที่สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์จริงๆ เป็นหลักการที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว และก็จะยังมีความสมบูรณ์ต่อไป จะมีความสมบูรณ์ชั่วกัลปาวสาน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแก้ไขหลักการนี้ ประเด็นเกี่ยวกับ “มหาลักษมี” ที่แม่กำลังพูดถึงจะเชื่อมโยงกับการที่พวกคุณอาจจะได้ไปเยี่ยมชมวิหารของมหาลักษมีในวันนี้ เมื่อคุณไปถึงวิหารมหาลักษมี คุณจะต้องทราบว่า เทวีพระองค์นี้ท่านผุดขึ้นมาจากพระแม่ธรณี ณ สถานที่พิเศษแห่งนี้ หมายความว่า สถานที่แห่งนี้มีคุณสมบัติที่จะให้พลังอำนาจ (force) แก่พวกคุณ อาจกล่าวได้ว่า เป็นพลังอำนาจที่เพิ่มขึ้นมาก หรือพลังอำนาจที่จะทำให้รู้สึกได้อย่างเข้มข้นชัดเจนถึงการวิวัฒนาการ ถ้าหากคุณมีความรู้สึกที่ไวพอ คุณก็จะรู้สึกได้ และคุณก็จะทำได้ แต่ถ้าหากประสาทสัมผัสของคุณไม่ไวพอ หรือยังคงอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ และยังคงใส่ใจแต่สิ่งภายนอก คุณก็อาจจะไม่ได้รับพลังนั้น แม่หมายความว่า หลายๆ อย่างสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ แต่หากในกรณีของคนที่ต้องการทำตัวเป็นเหมือนก้อนหิน คุณก็จะช่วยอะไรเขาไม่ได้
หลักการของมหาลักษมี ทำงานอยู่ ณ โกลฮะปุระ (Kolhapur) ปกติแล้ว ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ โกลฮะปุระจะต้องเป็นเมืองที่มีอุณหภูมิร้อนจัดมากๆ แต่ขนาดตอนหน้าร้อน โกลฮะปุระก็ยังมีอุณหภูมิที่เย็นมาก เพราะว่าได้รับไวเบรชั่นที่ส่งออกมาจากวิหารแห่งนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ อาจจะไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เราบอกไม่ได้ว่าพวกเขารู้หรือไม่ เพราะในบริเวณนี้มีพลังที่ไม่ดีซ้อนอยู่ด้วย มีโรงงานน้ำตาลหลายแห่ง และผู้คนที่นี่นิยมดื่มสุราเมามาย แต่เราก็จะต้องใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดจากสถานที่ทุกแห่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างเป็นการเฉพาะ การที่เราได้มาที่นี่ก็เป็นการแสวงบุญอย่างหนึ่ง เป็นการทำให้เราจะต้องดูแลรักษาหลักการมหาลักษมี อันเป็นพื้นฐานในการก้าวขึ้นสูงทางจิตวิญญาณของเรา อย่างที่พวกคุณทราบแล้วว่า การก้าวขึ้นสูงทางจิตวิญญาณ (ascent) จะเริ่มขึ้นจากจักรนาภี ซึ่งล้อมรอบโดยหลักการของคุรุ (Guru Principle) อีกทีหนึ่ง
ในเรื่องหลักการของคุรุที่อยู่ภายในของเรานั้น หากได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย หรือหากหลักการนี้ถูกต่อต้านครอบงำจนกระทั่งหลักการนี้ไม่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเราลึกลงไปถึงระบบประสาทได้ หากหลักการของคุรุไม่สามารถแสดงออกมาผ่านบุคลิกภาพและพฤติกรรมของเราได้ “มหาลักษมีตัตวะ” ก็จะพัฒนามั่นคงขึ้นไม่ได้เช่นกัน มหาลักษมีตัตวะจะถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยหลักการของคุรุ วันนี้พวกคุณโชคดีที่เรามีวันเกิดของทัตตา (Dutta) ซึ่งเราได้ทำพิธีบูชาทัตตาเตรยะไปเมื่อวันก่อน และมาวันนี้ เราก็มีโอกาสได้จัดพิธีบูชามหาลักษมี การจะพัฒนาหลักการของคุรุให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วน เราจะต้องทำให้ธรรมะของเราถูกต้องก่อน ธรรมะเหล่านี้ อย่างที่แม่ได้เคยบอกพวกคุณหลายครั้งหลายหนแล้วว่ามีด้วยกัน ๑๐ ประการ และเราจะต้องดูแลเอาใจใส่ธรรมะทั้งสิบเหล่านี้ด้วยความระมัดระวังยิ่ง แม้ว่าธรรมะเหล่านี้จะถูกแสดงออกมาภายนอก และสิ่งใดก็ตามที่อยู่ภายในก็จะปรากฎออกมาภายนอกด้วย แม่พบว่าเวลาพวกคุณพูดจากัน แม่จะดูออกอย่างชัดเจนว่าใครเป็นคนไม่ดี (negative) และใครเป็นคนดี (positive) การแสดงออกถึงความดีทำได้หลายวิธี แต่แม่บอกพวกคุณไม่ได้ว่าแม่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เพราะแม่ไม่รู้จะบอกคุณได้อย่างไรดี แต่แม่รู้ก็แล้วกันอย่างชัดเจนเลยว่าคนแบบนี้ดี คนแบบนี้ไม่ดี ความดี (positivity) เกิดขึ้นได้จากการเข้าใจว่า ทำไมเราจึงอยู่ที่นี่? […]