The Value of Marriage London (England)

“The Value of Marriage”. Dollis Hill Ashram, London (UK), 8 March 1980.
สหจะโยคะเป็นไปเพื่อจุดเริ่มในการเกิดของเธอ และต่อไปคือการเจริญเติบโต ในการเติบโตนั้นเธอจะต้องกลายเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่กว้างไกลออกไป ด้วยการแต่งงานเธอจะสามารถเป็นคนที่ดีขึ้น หรือสามารถพัฒนาบุคลิกภาพให้ดีขึ้นได้ ทำไมการแต่งงานจึงจำเป็นสำหรับสหจะโยคี ก่อนอื่นทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เป็นปกติที่สุดที่เราจะทำได้ คือ การแต่งงาน พระเจ้าประทานความปรารถนาที่จะได้แต่งงานให้แก่เธอด้วยวัตถุประสงค์บางประการ แต่ด้วยความปราถนาอันเดียวกันนี้ หากเธอมิได้ใช้เพื่อความประสงค์ตามที่ได้รับมอบมา ย่อมกลายเป็นความวิปริตผิดเพี้ยนและน่ารังเกียจและเป็นอันตรายอย่างมากต่อความก้าวหน้าของเธอ ดังนั้น บุคคลควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับความปรารถนาภายในตัวเราเกี่ยวกับการแต่งงาน
การแต่งงานหมายถึงภรรยาผู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเธอ ผู้ซึ่งเธอสามารถพึ่งพิงได้ เป็นเสมือนมารดา น้องสาว ลูกสาว เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เธอสามารถแบ่งปันความรู้สึกทั้งหมดกับเธอ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ภรรยาควรจะเป็นคนที่เข้าใจเป็นอย่างดีว่านี่คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตสมรส ขณะนี้ในสหจะโยคะ อย่างที่เธอเห็นกันอยู่ ทุกคนมีปัญหาไม่ด้านซ้ายก็ด้านขวา เมื่อจะมีการแต่งงานเกิดขึ้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไปเองอย่างธรรมชาติ ตามแผนการของธรรมชาติที่ว่าเธอจะแต่งงานกับคนที่มีบุคลิกภาพที่จะมาเติมเต็มเพื่อให้เธอมีความสมบูรณ์ เช่น สมมติว่าเธอมีปัญหาด้านซ้าย และถ้าหากเธอพบคนที่มีด้านซ้ายเข้มแข็งมาก นั่นจะเป็นการชดเชยกันได้ และเป็นเหตุผลที่จะทำให้เธอมีชีวิตสมรสที่ดี
แต่เพื่อการนั้น มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็เธอต้องมีส่วนร่วม เธอต้องร่วมชีวิต ในทุกเวลา ทุกๆ ขณะ ถ้าเธอไม่รู้ว่าการร่วมชีวิตคืออย่างไรก็จะลำบากมาก เมื่อพูดถึงความรัก เราแสดงความรักอย่างไร – ด้วยการแบ่งปันทั้งความสุข ความทุกข์และปัญหาทุกอย่าง…แต่ในสหจะโยคะมีมากกว่านั้นสักหน่อย แม่คิดว่ามากกว่ามากทีเดียว ที่นี่เธอต้องแบ่งปันให้กับกลุ่มอีกด้วย การแต่งงานไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่เลย หากใครรู้สึกว่าชีวิตครอบครัวในสหจะโยคะเป็นเรื่องระหว่างคนสองคนเท่านั้น เป็นความคิดที่ผิด การแต่งงานนี้เป็นไปเพื่อเชื่อมโยงระหว่างสังคมสองชุมชนหรืออาจจะเป็นสองชาติ และยังสามารถเป็นไปได้ในระหว่างสองจักรวาล ดังนั้น มันไม่ใช่แค่ความสุขระหว่างเธอสองคน หากเธอเป็นเพียงสามีหรือภรรยาที่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่เพียงพอในสหจะโยคะ ความรักนั้นต้องเป็นที่ชื่นชมของทุกคนในสังคมและในชุมชน ถ้าเธอไม่สามารถทำได้หมายความว่าเธอไม่บรรลุการแต่งงานตามแบบสหจะโยคะ แต่เป็นเพียงการแต่งงานธรรมดาที่คนทั่วไปกระทำแค่นั้น ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
การแต่งงานตามแบบฉบับนั้นจึงจะเป็นโอกาสให้วิญญาณที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายสามารถลงมาสู่โลกมนุษย์ บุคคลที่ได้แต่งงานกันในสหจะโยคะ ผู้เป็นสหจะโยคี ผู้ซึ่งมีความรักอันเสมอภาคให้กับสหจะโยคีทุกคนและกลุ่มของสหจะโยคะ และแล้วผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่เท่านั้นจะถือกำเนิด แม่จะยกตัวอย่าง โบฮ์ดันและแมนดี้ ซึ่งได้กระทำตามนี้ เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ เขาหมั้นกันก่อนที่จะมายังสหจะโยคะ และได้แต่งงานหลังการตระหนักรู้ แม่ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาประสานกันอย่างไร ทำให้เขาแบ่งปันความเป็นเพื่อนอย่างแท้จริงกับสหจะโยคีคนอื่นๆ เมื่อใดก็ตามที่เขาเขียนจดหมายถึงแม่ เขามักพูดถึงเพื่อนสหจะโยคี เขาจะถามถึงทุกคน ว่าทุกคนเป็นอย่างไรกันบ้าง ใครมีปัญหาอะไรบ้าง หากมิใช่เช่นนี้แล้วการแต่งงานจะไม่มีความหมายแต่อย่างใดในสหจะโยคะ ไม่มีความหมายเลย ดังนั้นการทดสอบอย่างแรกสำหรับคู่แต่งงานสหจะโยคีคือ เธอสามารถแบ่งปันชีวิตแต่งงานกับคนอื่นได้แค่ไหน
ตอนนี้ ยกตัวอย่างสำหรับการแต่งงานธรรมดาทั่วไป ผู้ชายคือหัวหน้าครอบครัว อย่างที่พูดว่า เดี๋ยวนี้เขาต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว ผู้ชายต้องเป็นหัวหน้า ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีอะไรผิดที่ผู้ชายเป็นหัวหน้า ไม่เป็นไร เธอเป็นหัวใจก็แล้วกัน หัวใจสำคัญกว่าสมอง บางทีเราอาจจะไม่ตระหนักว่าหัวใจสำคัญเพียงใด เธอเห็นไหมว่าแม้สมองจะไม่ทำงานแต่หัวใจยังทำงานต่อไป เราสามารถอยู่ต่อไปตราบใดที่หัวใจยังเต้นอยู่ แต่ถ้าหัวใจหยุดสมองก็จะหยุดเช่นกัน ดังนั้น ผู้หญิงเป็นหัวใจ ขณะที่เขาเป็นหัวหน้าครอบครัว ปล่อยให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นหัวหน้า นั่นเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น ด้วยความเป็นหัวหน้าเขาคิดว่าเขาเป็นผู้ตัดสินใจ แต่สมองรู้ดีว่าหัวใจต่างหากที่คนต้องทะนุบำรุง หัวใจเป็นสิ่งที่แผ่ออกไปได้ เป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่ง ดังนั้นสถานภาพของผู้หญิง หากเธอเข้าใจว่าสำคัญเพียงใด เธอก็จะไม่รู้สึกต่ำต้อยหรือตกอยู่ภายใต้อำนาจใคร หากเธอรู้ว่าเธอคือหัวใจ แม่คิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงตะวันตก ซึ่งเธอได้หลงลืมและไม่ตระหนักรู้ ถ้าพวกเธอรู้อย่างนี้ ปัญหาต่างๆ จะน้อยลงมาก
บัดนี้จงรู้ว่าการที่ผู้คนคิดว่าพวกเขาต้องควบคุมคนอื่นหรือวางอำนาจเหนือหรือพยายามบีบบังคับผู้อื่นนั้น ไม่ใช่วิถีที่ถูกต้อง หัวใจต่างหากที่ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง หัวใจวางกฎสำหรับทุกสิ่ง หัวใจมีพลังที่จะหุ้มห่อสมองเพื่อปลอบประโลมให้นุ่มนวลอ่อนโยน สมองทำให้เธอปวดหัว เพราะสมองทำงานตลอดเวลาเหมือนเป็นบ้า แต่หัวใจเป็นผู้ครอบคลุมร่างกายอย่างแท้จริงด้วยความรัก สามารถปลอบโยนและให้ความสุขสนุกสนาน หัวใจคือที่อยู่ของจิตวิญญาณ ดังนั้นหัวใจจึงมีความสำคัญอย่างมาก เป็นพลังอำนาจของร่างกาย เพราะในที่สุดเธอจะต้องกลายเป็นจิตวิญญาณ ซึ่งสถิตอยู่ในหัวใจ
ด้วยสมอง เธอต้องสังเกตและนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ชายจึงต้องเป็นหัวหน้า เพราะเขาต้องออกไปข้างนอก ต้องทำงาน ต้องพบปะผู้คน เขาเป็นพวกที่ชอบเปิดเผย ส่วนผู้หญิงบางครั้งอาจต้องทำงานนอกบ้านถ้ามีความลำบากหรือปัญหา แต่เธอไม่ควรรู้สึกว่าถูกบังคับหากผู้ชายพูดว่า “อย่าออกไปทำงาน” ถ้าเขาพูดด้วยความรัก ทีนี้ถ้าหากสมองเริ่มบังคับหัวใจมากเกินไป อะไรจะเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือความแห้งแล้ง ผู้ชายหลายคนที่เจ้าระเบียบเคร่งครัดมากจะปวดหัว ทำตัวเองปวดหัว ทำให้คนอื่นปวดหัว และทำให้ส่วนรวมปวดหัวไปหมด คนเช่นนั้นจะกลายเป็นคนที่ด้านชาไร้อารมณ์ ไม่รื่นเริงกับภรรยา ไม่มีความสุขกับลูกๆ ไม่สนุกสนานกับใครๆ เธอจะเห็นได้ว่าเขาเป็นคนที่จำเพาะเจาะจงมาก อย่างเช่นเขาบอกว่า “มาถึงที่นี่ห้าโมงสิบนาทีนะ” ถ้าเธอไปถึงตอนห้าโมงเก้านาที หรือห้าโมงสิบเอ็ดนาที เขาก็จะยกนาฬิกาขึ้นดูเป็นการตำหนิติเตียนเธอ เธอจะเห็นว่าทันทีที่ภรรยามาถึง เขาจะตะโกนว่า “อะไรกัน มาสายจริงๆ เสียเวลาเท่าไหร่ เสียเวลาไปตั้งสี่สิบห้าวินาที!” เธอเห็นไหมว่าภรรยากำลังจะมาถึง การรอคอย การได้พบกัน เป็นความสุข เธอกำลังได้พบกับหัวใจของเธอเอง ช่างโชคดีจริงๆ แต่เธอพลาดโชคดีของเธอไป
สมองมักออกนอกกฎเกณฑ์ทั้งหมด ทำให้เปลืองสมองและสร้างปัญหาอย่างมากมาย ดังนั้นหัวใจต้องได้รับความเคารพนับถือและเชื่อฟัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเชื่อฟังหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงจะวางอำนาจเหนือผู้ชาย ไม่ใช่อย่างนั้น การเชื่อฟังหมายความว่า เธอต้องเข้าใจว่าความรักของเธอสั่งว่าอย่างไร จงเข้าใจว่า การกระทำนั้นเป็นไปด้วยความรัก การที่เธอทำด้วยความรักเป็นสิ่งที่ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น แม่บรรยายให้พวกเธอฟังตั้งแต่เช้าถึงเย็น ไม่มีใครเบื่อเลย เธอไม่เคยเบื่อคำบรรยายของแม่ ซึ่งตามปกติคนทั่วไปมักจะ..เทศนาอะไรกันนี่ คนนี้พูดอะไรตลอดเวลากับเรา…แต่พวกเธอไม่คิดเช่นนั้น ด้วยเหตุผลข้อเดียว ทำไม ก็เพราะเธอรู้ว่าแม่รักพวกเธอมาก ในทำนองเดียวกัน ผู้หญิงต้องสถาปนาบทบาทขึ้นด้วยความรัก ผู้ชายจะกลายเป็นคนที่น่าขันแต่เขาจะค่อยๆ ดีขึ้น เขาจะหลงผิดไปบ้าง แต่จะดีขึ้น แต่อย่าตัดสินเขาด้วยการวางอำนาจภายนอก เช่น ถ้าเขาพูดว่า “สีนี้ไม่สวย” เธอตอบว่า “ได้ค่ะ ดิฉันจะใส่สีที่คุณชอบ” แล้วเขาก็จะพูดว่า “เออ ผมว่าชุดที่คุณใส่ก็ดีเหมือนกัน คุณก็รู้ว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องนี้” เขาจะพูดอย่างนี้ สิ่งที่ผู้หญิงต้องทำคือเพียงแต่เห็นด้วยกับเขาเท่านั้นเอง
แม่หมายถึงว่าแม่ได้ทำการทดลองในชีวิตจริงของแม่มาแล้ว เช่น สามีของแม่ไม่รู้จักถนนสายต่างๆ มากนัก ดังนั้นสมมติว่าเรากำลังไปที่ไหนสักแห่ง แล้วเขาพูดว่า “ผมคิดว่าเราต้องไปทางนี้” แม่จะพูดว่า “ใช่ค่ะ คุณไปเลยค่ะ ดิฉันจะเดินไปกับคุณ” แต่แม่พูดต่อไปว่า “ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ทางนี้ ดิฉันคิดว่าเราจะต้องเดินกลับมาอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณจะไปทางนี้ ดิฉันก็จะไปด้วย เดินไปกันสนุกดี” แล้วเขาจะเริ่มคิด… “ทางนี้ใช่หรือเปล่า หรืออาจจะไม่ใช่ เธอมีสัญชาตญาณหลายอย่าง เธอมีสิ่งที่เรียกว่าการหยั่งรู้”… พวกเขามีลางสังหรณ์และนั่นแหละ และเมื่อใดที่พวกเขาเริ่มเข้าใจว่าลางสังหรณ์ของภรรยาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาจะหันมาตามเธอ
แต่จะมีความยิ่งใหญ่อะไรในการทำให้สามีคล้อยตามเธอ แม่คิดว่า เป็นความผิดมากกว่า ไม่จำเป็นต้องให้เขาทำตามคำสั่ง “คุณไปทางนี้” จำเป็นอะไรที่ต้องทำอย่างนั้น เรากำลังไปทางเดียวกันอยู่แล้ว แต่เราต้องรู้ว่าคนหนึ่งอยู่ทางซ้ายอีกคนอยู่ทางขวา คนที่อยู่ซ้ายก็ต้องรักษาด้านซ้าย สมมุติว่าล้อข้างซ้ายแล่นไปทางขวา เราจะเหลือล้ออยู่ข้างเดียว เราจะทำอย่างไร เราทุกคนกำลังไปทางเดียวกัน ไม่มีสองทางเกี่ยวกับเรื่องนี้ จำเป็นที่จะมีล้อสองข้างสำหรับความสมดุล พวกเรากำลังไปทางเดียวกัน แต่พวกเขาไม่ตระหนักรู้ พวกเขาคิดว่าล้อข้างหนึ่งต้องไปทางขวา อีกข้างหนึ่งต้องเลี้ยวไปทางซ้าย ดังนั้นลองนึกถึงสถานภาพของครอบครัวชนิดนั้นดู สำหรับเราที่กำลังไปในทางเดียวกันนั้น สิ่งที่จำเป็นมีเพียงความเข้าใจเท่านั้นว่า คนหนึ่งต้องอยู่ด้วยพลังของหัวใจ และอีกคนหนึ่งต้องอยู่ด้วยพลังของเหตุผล และความเข้าใจ
ทีนี้เมื่อมาถึงความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งในที่สุดต้องหันมาหาหัวใจ เพราะมันไปถึงจุดที่ไม่รู้คำตอบ เธอเห็นไหม แล้วสุดท้ายก็กลับมาที่หัวใจ เมื่อใดที่ผู้หญิงตระหนักรู้ความจริงข้อนี้เธอต้องหล่อเลี้ยงบำรุงพลังหัวใจของเธอ แต่นี่กลับมีแต่การแข่งขันในทุกเรื่อง “ถ้าผู้ชายขี่ม้าได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้” “ถ้าเขาทำสิ่งนี้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้” “ถ้าเขาขับรถ ฉันก็ขับรถได้” เธอรู้ไหมว่า สติปัญญาอยู่ในการกระทำสิ่งต่าง ๆ แต่หลายๆ อย่างอยู่ในการหลีกเลี่ยงไม่กระทำ เช่น แม่ขับรถไม่เป็น ดังนั้น ทุกคนขับรถพาแม่ไปที่โน่นที่นี่ แม่พิมพ์ดีดไม่เป็น ดีจริงๆ ทุกคนช่วยกันพิมพ์ให้แม่
แต่แม่ทำบางสิ่งที่ไม่มีใครทำได้อย่างแม่ เช่น แม่ทำอาหารเก่งมาก ดังนั้น ถ้ามีเรื่องเกี่ยวกับการทำอาหาร พวกเขาต้องมาหาแม่ เป็นเช่นนั้น แต่เธอไม่ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ชายต้องทำ (สำหรับผู้หญิง : ผู้แปล) หรือเธอไม่ต้องทำทุกอย่างที่ผู้หญิงต้องทำ (สำหรับผู้ชาย : ผู้แปล) ผู้ชายทำกับข้าวหรือผู้หญิงขับรถเป็นสิ่งที่ผิดอย่างหนึ่ง ผู้ชายควรรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างผู้ชาย และผู้หญิงก็ควรรู้เรื่องของผู้หญิง สิ่งเหล่านี้ต้องมีการเรียนรู้ ต้องใส่ใจ แม่หมายความว่าผู้หญิงและผู้ชายสามารถมีความฉลาดเท่าๆ กัน ผู้หญิงสามารถไปทางขวา และผู้ชายก็สามารถไปทางซ้ายได้ ไม่ต้องสงสัย แต่เธอจะทำให้จักรวาลขาดความสมดุล นั่นคือสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ว่าการกระทำเช่นนั้นทำให้เธอมีค่ามากขึ้นหรือน้อยลง ความคิดเหล่านี้ต้องหมดไปโดยสิ้นเชิง ที่ว่า “ฉันเป็นผู้ชาย ฉันนุ่งกางเกง” ถูกแล้วเธอใส่กางเกง แต่ผู้หญิงก็ใส่กระโปรงที่สวยงาม ใช่ไหม นั่นคือสิ่งที่ต้องช่วยกันดูแล
เธอเห็นไหมว่าเมื่อใดที่ความคิดเช่นนี้หมดไป สหจะโยคะจะมีผลดีขึ้น การวางอำนาจเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อปราศจากความรัก เธอจะเห็นว่าบางครั้งผู้คนชอบวางอำนาจ เช่น พวกเขาจะพูดว่า มาทางนี้ มาทางนี่สิ ต้องมีสิ่งนี้ และเธอชอบ เพราะมีคนมาคอยดูแลเธอ มีความห่วงใย มีคนรักเธอ ต้องการให้เธอมีสิ่งนี้ และต้องการให้เธอทำอย่างนี้ เธอชอบคนแบบนี้ เธอต้องการให้มีคนมาทำเช่นนั้น เธอไม่ต้องการถูกทิ้งเหมือนสุนัขให้ “ทำอะไรก็ได้ตามต้องการ” ความรู้สึกประเภทนี้ไม่ดีเลย และถ้าเธอเริ่มเกิดความรู้สึกว่า “โอ คนนั้นเป็นห่วงฉัน” “คนนี้รักฉัน” และแล้วเธอจะเริ่มเป็นห่วงความรู้สึกของคนนั้นด้วยเหมือนกัน เธอเริ่มที่จะเข้าใจด้วย ขณะนี้ความรู้สึกผิดกำลังเกิดขึ้นอีก ขอให้หยุดรู้สึกผิดทั้งหมด แม่ไม่ได้พูดเพื่อให้รู้สึกผิด แต่เพียงเพื่อให้เธอเข้าใจ เธอจะต้องอยู่ในอารมณ์ที่เบา อารมณ์ที่สบายมาก ความสมดุลนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในอดีตนานมาแล้ว นานมาก
แม้แต่เมื่อ พระแม่ราธาและพระกฤษณะยังดำรงอยู่ พระแม่ราธาเป็นพลัง และพระกฤษณะเป็นผู้แสดงออกซึ่งพลังนั้น เช่นเดียวกับที่เธอพูดว่าความเป็นไปได้กับพลังความเคลื่อนไหว ผู้คนรู้จักเพียงแต่พระกฤษณะ เท่านั้น แต่พระแม่ราธาเป็นพลังของท่าน เมื่อท่านจะต้องฆ่ายักษ์กัมสะ ท่านต้องขอให้พระแม่ราธาเป็นผู้กระทำ พระแม่ราธาเป็นผู้กระทำทุกสิ่ง เป็นผู้เต้นรำและพระกฤษณะกดเท้าของท่านไว้แล้วบอกว่าเธอคงจะเหน็ดเหนื่อยแล้ว ทำไมท่านจึงเต้นรำ เพราะว่าหากปราศจากการเต้นรำของเธอสิ่งต่าง ๆ จะไม่บังเกิดผลสำเร็จ ดังนั้นนี่คือการพึ่งพาอย่างแน่นแฟ้น เป็นการประสานภายใน เช่นเดียวกับที่เธอไม่อาจมีไส้ตะเกียงอย่างเดียว หรือไม่อาจมีแสงไฟอย่างเดียว เธอไม่อาจแยกไส้ตะกียงกับแสงไฟออกจากกัน หากเธอเข้าใจแล้วความสมดุลนี้จะกลมกลืนอย่างสมบูรณ์ ระหว่างพระเจ้าและพลังงานของท่านคือความเป็นหนึ่ง ซึ่งเธอไม่สามารถจินตนาการไปถึงได้ ว่าความเป็นหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร พระเจ้าและพลังของท่าน พลังของท่าน ความปรารถนาของท่านคือสิ่งเดียวกันกับพระเจ้า ไม่มีความแตกต่างใด ๆ
แต่สำหรับมนุษย์ เธอเป็นผู้คนที่แตกแยก ไม่มีความเป็นหนึ่ง ความปรารถนาของเธอแตกต่าง ความคิดของเธอแตกต่าง คำขอของเธอแตกต่างกัน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความกลมกลืน เป็นเหตุผลที่การแต่งงานถูกทำให้แตกแยกโดยสิ้นเชิง ความเป็นหนึ่งโดยสมบูรณ์ได้แก่การร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว ถ้าภรรยาต้องทำงานไม่จำเป็นที่ใครต้องกังวล หรือถ้าสามีต้องทำงานก็ไม่ต้องกังวล ตราบเท่าที่มีความเข้าใจอย่างสมบูรณ์ในความเป็นหนึ่ง ในความสมดุล ภายในตัวเธอ แน่นอนที่ผู้หญิงเป็นคนรับผิดชอบ เป็นความอ่อนโยนของครอบครัว เธอต้องมีความอ่อนโยน มันดูไม่ดีเลยเวลาที่ผู้หญิงประพฤติเหมือนผู้ชาย เพราะผู้ชายไม่จำเป็นต้องมีความอ่อนโยนอย่างผู้หญิง ยังไงเสียเขาก็เป็นผู้ชาย ดังนั้นไม่เป็นไร การปฏิบัติตัวของเขา-เพียงแต่ต้องไม่ถึงกับโหดร้าย-บางครั้งบางคราวเขาอาจจะพูดคำหยาบได้บ้าง ไม่เป็นไรสำหรับผู้ชาย
แต่สำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะเธอคือความอ่อนโยน แต่บางอย่างผู้ชายก็ทำไม่ได้ เช่นความเอาใจใส่สนใจต่อผู้หญิง ผู้ชายบางคนแย่มาก แม่ไม่เข้าใจวิธีที่เขาสนใจผู้หญิง เขาสนใจว่าเธอใส่เสื้อแบบไหน ใช้น้ำหอมกลิ่นอะไร เหล่านี้ เป็นความประพฤติที่น่ารังเกียจมากและไม่มีความเป็นผู้ชายเลย ซึ่งหมายความว่าเขาเป็นทาสของผู้หญิงมากกว่า และเขาเรียกตัวเองว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แม่เคยได้ยินว่ามีการประมูลชุดชั้นในของนางเคนเนดี้ และมีผู้ชายจากออสเตรเลียบินมาเพื่อประมูลมันไป แม่หมายความว่า ลองนึกดูว่าจะเรียกผู้ชายแบบนี้ว่าอย่างไร แม่ไม่รู้ว่าเธอจะเรียกว่าอย่างไรในภาษาอังกฤษ แย่ยิ่งกว่าไส้เดือนเสียอีก แม่ไม่รู้ว่าพวกเขามาจากไหน
ดังนั้นผู้ชายต้องเป็นผู้ชายและมีบุคลิกแบบพระราม เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับชีวิตของท่านแล้ว ท่านเป็นอย่างไร ท่านรักภรรยาของท่านอย่างไร ท่านนับถือความบริสุทธิ์ของตน ผู้ชายที่ไม่สามารถนับถือความบริสุทธิ์ของตนเองได้ย่อมไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นไส้เดือนโดยสิ้นเชิง ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น ผู้ชายจะต้องมีบุคลิก เขาจะต้องมีศักดิ์ศรีภายในตน เขาจะต้องมีความกล้าหาญ เขาจะต้องมีคุณสมบัติของผู้ปกป้องคุ้มครอง ถ้ามีขโมยเข้ามาในบ้านและผู้ชายพูดกับภรรยาว่า “โอ เธอไปเปิดประตูนะ ฉันจะหนีไปซ่อนตัว” และเมื่อขโมยไปแล้วเขาพูดว่า “ฉันกำลังจะขู่มันอยู่แล้ว” นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ผู้ชายต้องเป็นผู้คุ้มครองดูแล ดังนั้นจึงไม่เป็นไรถ้าบางครั้งเขาจะแข็งกระด้างสักหน่อย ไม่เป็นไรเพราะเขาจะต้องเป็นคนเผชิญหน้า เขาเป็นสิ่งที่เธอสามารถพูดว่า เขาเป็นเสมือนหนาม ขณะที่ผู้หญิงเป็นดอกไม้
สำหรับหนามกับดอกไม้ เธอคงชอบที่จะเป็นดอกไม้ใช่ไหม แต่ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง เธอกลับชอบเป็นหนาม นั่นเป็นสิ่งที่ผิด ผู้ชายต้องเป็นผู้คุ้มกัน ผู้ชายต้องดูแลไม่ให้ชีวิตครอบครัวและสิ่งอื่นๆ ถูกบุกรุก แต่ในทางตรงข้าม ผู้ชายคือผู้ที่ปล่อยให้มีการแทรกซึมโดยคนที่ผิดๆ เข้ามาในครอบครัว พวกเขาวางอำนาจโดยการนำหญิงที่ไม่ดีเข้ามา นำคนที่ไม่ดีเข้ามาด้วย “อ๋อ เพื่อนหญิงของฉันเอง เธอจะปฏิเสธได้ยังไง” แต่ว่าเพื่อนชนิดไหนกันแน่ที่พวกหล่อนเป็น ผู้ชายต้องพูดว่า “ไม่ ฉันไม่ชอบให้คนแบบนี้เข้ามาในบ้าน พวกเขาไม่ใช่คนที่เหมาะสม พวกเขาต้องออกไป” ผู้ชายจะต้องเป็นคนพูดเช่นนี้ และผู้หญิงต้องเข้าใจ แต่ถ้าหากเขาพูดสิ่งต่างๆ จากการวางอำนาจที่เหนือกว่าก็เป็นคำพูดที่ไร้ประโยชน์
ดังนั้นทุกอย่างมีสองด้าน เธอสามารถเห็นได้ชัดเจน การกระทำใดที่ทำด้วยความรักคือความสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าทำด้วยการวางอำนาจจะเป็นสิ่งที่เหลวไหล ทำไมจึงต้องวางอำนาจ แม่ไม่เข้าใจคำว่าการวางอำนาจ เมื่อมีล้อสองข้างจะบังคับซึ่งกันและกันได้อย่างไร ถ้าข้างหนึ่งบีบบังคับ หรือจะพูดว่าข้างหนึ่งใหญ่กว่าอีกข้างหนึ่ง รถก็จะวิ่งหมุนวนอยู่รอบๆ ตัวเอง ใช่หรือไม่ มันไม่ควรมีการวางอำนาจในที่นี้ แต่ควรเป็นการรวมเป็นหนึ่ง ความเข้าใจ และการร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างคนทั้งสอง ซึ่งจะแผ่ขยายไปสู่สังคม และครอบครัว
การแต่งงานที่ไม่ช่วยเหลือสังคมนั้นไม่มีประโยชน์ เป็นเพียงความหมดเปลืองสูญเปล่า เรามีการแต่งงานมากมายแบบนั้น ผู้คนแต่งงานกัน มีชีวิตที่ดี มีความสุขสำหรับพวกเขาเองและจบแค่นั้น แต่การแต่งงานที่เปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยความปีติสุขเบิกบาน ทำบ้านให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนหวังว่าจะเป็น ดูแลผู้อื่น ทำเพื่อผู้อื่น เธอจะเห็นว่ามีคนจำนวนมากที่คิดว่าไม่มีใครทำอะไรให้เราเลย แล้วเธอล่ะได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างหรือยัง เธอทำอะไรไปแล้ว เธอทำสิ่งใดให้พวกเขา เมื่อใดที่เธอเริ่มการตัดสินใจและมีความเข้าใจก็จะเป็นการดีมาก โดยทั่วไป ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการอบรม จะเป็นคนที่เย่อหยิ่งมาก และถึงกับเป็นคนที่เห็นแก่ตัว และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ผู้ชายก็เป็นได้เหมือนกัน แต่ผู้หญิงสามารถเป็นได้มาก เพราะถ้าเธอไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างถูกต้อง แม่จะบอกว่า พวกเธอจะไม่ยอมจ่ายเงินสำหรับคนอื่น พวกเธอจะไม่ชอบให้คนอื่นๆ มาที่บ้าน และใช้ข้าวของของเธอ
แต่อีกครั้ง เราต้องตัดสินว่าการกระทำใดๆ ทำด้วยความรักหรือไม่ เช่น สามีที่นำเพื่อนๆ มา และภรรยาไม่ชอบ เพราะหมายถึงว่าต้องใช้เงินออกไป ซึ่งพวกเธออาจจะอยากซื้อเครื่องประดับให้ตัวเองมากกว่าที่จะต้องการมีเพื่อน อาจจะเป็นอย่างนั้น ผู้ชายบางคนก็อาจจะเป็นได้บ้าง แต่นี่เป็นสิ่งที่ผิด เราควรจะเข้าใจว่าเราควรจะแบ่งปัน และทั้งหมดคือเธอต้องทุ่มเทความรักให้ผู้อื่นอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินมาก ไม่จำเป็นเลย เธอเพียงแต่ให้ความเมตตากรุณาต่อพวกเขา ทำดีกับเขา และใช้เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เห็นไหมการจ่ายเงินเล็กๆ น้อยๆ เพื่อคนอื่นไม่ได้ทำให้เดือดร้อนเลย และนั่นเป็นแสดงออกซึ่งความรักของเธอ เธอเห็นไหมว่า ในสหจะโยคะเรายังมีคนที่คิดมาก ตระหนี่ถี่เหนียวในเรื่องเงิน ในเรื่องความรัก เราระมัดระวังมากจริงๆ เรายังมีความกลัวอยู่มากภายในตัวเรา
เวลานี้ การวางอำนาจเหนือคนอื่นไม่ควรมีในสหจะโยคะอีกต่อไป เช่น เมื่อแม่พูดสิ่งใดกับพวกเธอ คนภายนอกอาจจะคิดว่าแม่กำลังใช้อำนาจออกคำสั่ง เพราะที่จริงแล้วแม่พูดจี้ใจดำเธอ ถ้าเธอสามารถเห็นได้ชัด เช่น เมื่อเธออยู่ด้านซ้ายมากเกินไป เธอจะรู้สึกผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี และอื่นๆ… ดังนั้น นี่เป็นการหลบลี้อย่างหนึ่ง เมื่อเธอเริ่มรู้สึกผิด และเธอก็จะก็ไม่ได้รักษาตัวเอง ซึ่งเพียงแต่อย่ารู้สึกผิดเท่านั้น แม่แค่บอกอย่างนี้เพราะเป็นสิ่งที่แม่ต้องบอก ตอนนี้คนบางคนรู้สึกว่าเป็นการออกคำสั่ง ถ้าหากพวกเขามองไม่เห็นความรักที่อยู่เบื้องหลังคำพูด ความงามที่อยู่เบื้องหลัง ความเมตตาที่อยู่ที่นั่น ดังนั้น ก่อนอื่นอย่าเพิ่งรู้สึกว่าใครมาบังคับเธอจึงจะดีที่สุด
เธอเห็นไหมว่า เธอจะถูกบังคับได้อย่างไรกัน เธอคือจิตวิญญาณ อีโก้ของเธออาจจะโดนกดขี่แต่จิตวิญญาณไม่อาจถูกบังคับบัญชา เธอคือจิตวิญญาณ เธอรู้สึกถึงความเป็นจิตวิญญาณในตนเองไหม หากเธอรู้สึก เธอจะไม่มีวันถูกบังคับ ไม่มีใครสามารถวางอำนาจเหนือเธอได้ แต่ถ้าหากเธอรู้สึกตลอดเวลาว่าเธอตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้อื่นเธอจะเป็นคนวิตกกังวลมาก เธออาจจะเป็นคนที่แย่มาก และเธอจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับผู้คนได้ ดังนั้น นี่คือเวลาที่เธอต้องตระหนักรู้ว่าเธอคือจิตวิญญาณและสามีของเธอก็เป็นจิตวิญญาณเหมือนกัน หรือหากเธอเป็นสามี เธอต้องรู้ว่าภรรยาก็เป็นจิตวิญญาณด้วยเช่นเดียวกัน
และการมีความเคารพต่อกันต้องเติบโตขึ้นไปในระดับนั้นเพราะเธอทั้งสองเป็นนักบุญ เป็นสหจะโยคี เธอต้องเคารพนับถือซึ่งกันและกัน เพราะเธอคือสหจะโยคี ทุกคนนับถือเธอ เพราะเธอเป็นสหจะโยคี แม้คนที่ยังไม่ตระหนักรู้ในตนเอง “โอ พวกเขาเป็นวิญญาณที่ตระหนักรู้…” ลองนึกดู เมื่อเธอยังไม่ตระหนักรู้ บางคนบอกเธอว่าเขาเป็นวิญญาณที่ตระหนักรู้ เธอจะรู้สึกอย่างไรกับคนนั้น เธอไม่สำนึกเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่เธอควรตระหนักด้วยเหตุนั้นเธอจึงไม่ควรหลงตัวเอง แต่เธอต้องนับถือผู้อื่น ผู้ที่เป็นวิญญาณตระหนักรู้ พวกเขาเป็นลูกของคุณแม่ของเธอ เมื่อมีการพูดคุยกันเธอต้องเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเธอเป็นสามีภรรยากัน
ความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับสามีภรรยาที่เคยมีจะต้องยกเลิก แม่คิดว่านั่นเป็นการทำสัญญาการแต่งงานชนิดหนึ่ง ในการแต่งงานเธอจะดูว่าเขาเหนือกว่าเธอแค่ไหน เขามีอำนาจอย่างไร แล้วฉันมีอำนาจอย่างไรบ้าง ฉันจะได้เงินสักเท่าไหร่ เขาได้เงินเท่าไหร่ เก็บเงินไว้ที่ไหน อะไรอย่างนี้ เธอเห็นไหมว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเธอไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่เราควรมีการเชื่อถือกันมากขึ้นเรื่อยๆ ควรจะมีการแข่งขันความรัก ควรจะแข่งขันการไว้ใจกัน แข่งกันซื่อสัตย์ แข่งกันเมตตา แข่งกันช่วยบริการ ขอให้เรามีการแข่งขันอย่างนี้ แล้วเธอจะบรรลุผลสำเร็จ การแข่งขันควรเป็นไปในอีกด้านหนึ่ง แทนการวางอำนาจ แทนความกลัว แทนการแบ่งปันความเหลวไหลไร้สาระ
อีกสิ่งหนึ่งที่แม่ต้องชี้แจง ซึ่งเกิดขึ้นกับคู่แต่งงานและเป็นสิ่งที่ผิดมากๆ ด้วย คือทั้งสองคนยึดบทบาทของคนที่มีความทุกข์มาก ผู้ที่ทุกข์ทรมาน เธอเห็นไหม พวกเขานั่งพร่ำรำพัน ฮือ ฮือ ทั้งๆ ที่ไม่มีเรื่องอะไรเลย ราวกับโลกกำลังถล่มทลายอยู่ตรงหน้า มีกวีที่มีชื่อเสียงบางคนเช่น ลอร์ด ไบรอนหรืออะไรสักคน ที่แย่มาก ที่เขียนบทกวีที่แย่เหล่านั้นและพวกเขาท่องจำกันจนขึ้นใจ “โอ้ เพลงที่หวานที่สุดเหล่านั้น” และทุกอย่างที่เหลวไหลไร้แก่นสาร บัดนี้ สำหรับสหจะโยคี-พวกเธอไม่ควรหมกมุ่นกับความไร้สาระชนิดนี้แล้ว การนั่งลงปล่อยตัวเองให้ชื่นชมความน่าเวทนาของกันและกัน
ในปัจจุบันเธอไม่มีความทุกข์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งใดที่เคยเกิดขึ้นได้ผ่านไปและจบลงแล้ว ตอนนี้เธอเป็นคนใหม่ด้วยสติอย่างใหม่ ด้วยสิ่งใหม่ๆ ความทุกข์ของเธอหมดไปแล้ว ดังนั้นลืมทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด แล้วรื่นเริงกับความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน และถ้าเธอเริ่มจับเจ่ารื้อฟื้นความทุกข์ขึ้นมาอีก ให้เธอเลิกทำทันที พร้อมทั้งพูดว่า “นี่เรากำลังเล่นละครเรื่องเดิมของลอร์ดไบรอน” แม่ไม่ต้องการสร้างลอร์ดไบรอนขึ้นในสหจะโยคะแม้แต่คนเดียว
ดังนั้น กรุณาจำไว้ว่า อย่านั่งถกเถียงวิเคราะห์ความทุกขเวทนาของตัวเอง เธอไม่มีความทุกข์ประเภทไหนทั้งสิ้น เธอคือจิตวิญญาณ เธอคือแหล่งกำเนิดของความปีติสุขสำหรับตนเองและสำหรับผู้อื่น และเธอไม่มีความจำเป็นที่จะนั่งร้องไห้คร่ำครวญอีกต่อไป แม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่ไม่รู้ว่าทำไมเธอจึงไม่รู้จักจิตวิญญาณของเธอ เธอรู้จักจิตวิญญาณภายในตนหรือไม่ แล้วทำไมเธอจึงไม่รู้
เธอมีสติแห่งพลังไวเบรชั่นของตนเอง และทำไมเธอจึงพูดว่าเธอไม่รู้ เธอต้องรู้ทุกอย่าง การกระทำที่มีผลในเชิงบวกมากคือการมีความสุข การกระจายความหอมหวนแห่งปีติสุขนั้น และการทำให้ผู้อื่นสนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่กับเธอเสมอ มิฉะนั้นทุกอย่างจะไม่มีความหมาย เธอก็เห็นว่าแม่พยายามในระดับสูงสุดที่จะทำให้การแต่งงานทุกครั้งเป็นไปอย่างเอิกเกริก สวยงามมากๆ แต่ในที่สุดแม่พบว่า คนสองคนนั่งหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้น รู้ไหม งอนกันอยู่ ทีนี้ลองนึกภาพเด็กๆ ที่กำลังจะมาเกิด พวกเขาจะคิดว่า อะไรกัน พ่อแม่ขี้งอนนี้ โอ พระเจ้า ช่วยพวกเราจากเด็กที่ร้องไห้กระจองงอแงด้วยเถิด ดังนั้น อย่าทำให้ความหวังทั้งหมดของแม่ต้องมีสภาพขาดวิ่นอย่างสิ้นเชิงด้วยทัศนคติประเภทนี้ ตอนนี้ ถ้าเธอมีคำถาม ก็ถามพวกเขา เพราะแม่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ได้แล้ว […]