8th Day of Navaratri and Talk After the Puja, What We Have To Do Within Ourserlves Complexe sportif René Leduc, Meudon (France)

Ashtami Puja, Eighth day of Navaratri, Meudon, Paris (France), 30 September 1984.
วันนี้เป็นวันที่แปดของนวราตรี แต่เป็นวันที่ยิ่งใหญ่วันหนึ่งของสหจะโยคี เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด นั่นคือเราได้ข้ามผ่านศูนย์พลังงานที่เจ็ดมาแล้ว และเราอยู่บนศูนย์พลังงานที่แปด เราไม่ต้องคิดว่า เทวีได้ทำอะไรในวันที่แปด เราต้องคิดว่า วันนี้เราต้องทำอะไรบ้างภายในตัวเราเอง
หลังจากผ่านวันที่เจ็ด หลังการข้ามพ้นจักรที่เจ็ด – นั่นคือการก้าวขึ้นอย่างแท้จริงในการพัฒนาจิตวิญญาณของคุณ เราทำอะไรในวันที่แปด?
มันช่างสหจะจริงๆ (โดยบังเอิญ) ที่ว่า วันนี้ควรเป็นวันอัษฏมี เพราะเป็นวันที่เทวีได้ฆ่าผู้กระทำบาปมากมาย อีกทั้งพวกปีศาจและพวกรากษส ท่านได้กระทำด้วยตนเองลำพังผู้เดียว ขณะนี้อำนาจชั่วร้ายกำลังแสดงตัวอยู่ในมนุษยชาติ พวกมันแผ่ขยายออก อยู่ภายในตัวเรา ดังนั้นเราทุกคนต้องต่อสู้กับอำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นภายในตัวเรา สงครามอยู่ภายในตัวของพวกเรา ไม่ใช่ภายนอก ครั้งแรกเมื่อคุณขึ้นสู่จักรที่เจ็ด และคุณอยู่บนก้าวที่แปด คุณต้องจำไว้ก่อนอื่นว่า คุณต้องต่อสู้กับอำนาจเหล่านั้นภายในตัวของเราเอง
พวกคุณทั้งหมดเป็นคนฉลาด บางครั้งก็ฉลาดเกินไปสักหน่อย ดังนั้นสิ่งใดที่แม่พูดคุณอาจจะบิดเบือนไปเสีย และอาจจะพยายามใช้คำพูดของแม่ไปในสติปัญญาที่เป็นของคุณเอง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือถูกต้องสำหรับคุณ คุณต้องการใช้มันเพราะคุณคิดว่าคุณฉลาด และคุณอาจจะไม่รู้ว่าคุณกำลังใช้ความฉลาดของคุณในการเปลี่ยนแปลงคำสอนของแม่ และนั่นคือสิ่งที่คุณควรรู้ว่า อำนาจเหล่านี้กำลังแสดงตัวอยู่ภายในพวกเรา แสดงปฏิกิริยาผ่านทางความฉลาดของพวกเรา ผ่านอารมณ์ของเรา และผ่านร่างกายของเรา ดังนั้นเราต้องระมัดระวังอย่างมาก
เมื่อคุณก้าวขึ้นสู่สหจะโยคะ คุณต้องระวังความเฉลียวฉลาดของคุณเป็นอย่างมาก เพราะความฉลาดมีความสามารถในการหลอกลวง และมันก็จะหลอกลวงเรา ไม่ใช่ใครอื่น และยังต่อต้านเรา ต่อต้านพลังทั้งหลายของเราเอง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม และมองเห็นตัวเราเอง ทันทีที่คุณเข้าสู่ก้าวย่างที่แปด คุณควรจะตั้งต้นที่การมองเห็นตัวคุณเอง
ตอนนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อแม่กล่าวมนตร์ว่า “ข้าพเจ้าเป็นคุรุของตนเอง” ทันใดนั้น ความฉลาดก็ตรงมาเสนอบริการให้อย่างคล่องแคล่วทันที “อ้อ ฉันเป็นครูของตัวเอง แล้วทำไมจะต้องฟังใคร ทำไมต้องฟังผู้นำคนใด ทำไมต้องฟังคนที่แก่กว่า หรือคนที่เข้าใจสหจะโยคะได้ดีกว่า ฉันคือครูของตัวฉันเอง” มันเป็นอีกทางหนึ่งต่างหากความหมายก็ตรงตามคำพูดคือ “ฉันเป็นครูของตนเอง ฉันต้องแก้ไขตนเองให้ถูกต้อง ฉันต้องใช้เครื่องมือแห่งแสงสว่างนี้เพื่อแก้ไขตนเอง”
คราวนี้ ความฉลาดหลอกคุณอีก “คุณแม่พูดว่า ถ้าคุณรู้สึกถึงไวเบรชั่น ก็เป็นการถูกต้อง นี่ฉันกำลังรู้สึกมีไวเบรชั่น ฉันก็ใช้ได้แล้วซิ” หลอกลวงอีกแล้ว คุณกำลังหลอกตัวเอง เหตุผลคืออะไร? […]

Mahashivaratri Puja, Detachment & Enlightenment of Brain Pandharpur (India)

มหาศิวะราตรีบูชา
ปันดาร์ปูร
๒๙ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗)
ในยุคสมัยนี้ แม้แต่สถานที่ซึ่งควรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ กลับกลายเป็นที่ซึ่งขาดความศักดิ์สิทธิ์อย่างถึงที่สุด สภาพการณ์ในทุกวันนี้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเมื่อเราพยายามจะพัฒนาบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญยิ่ง กลับต้องทำเหมือนหน่ออ่อนของต้นไม้ที่ต้องแทงยอดขึ้นมาจากก้อนหิน หน่ออ่อนนี้จะต้องต่อสู้ฟาดฟันกับสารพัดสิ่ง ดังนั้นเราจึงต้องระวังรักษาสมองของเราไม่ให้ถูกกระทบจากสิ่งภายนอก เราต้องใช้วิจารณญาณทำความเข้าใจเกี่ยวกับทุกเรื่องและพยายามหาทางบรรลุเป้าหมายโดยใช้ความอดทนและความเข้าอกเข้าใจ ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
แม่คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราทุกคนเพราะสถานที่แห่งนี้คือที่สถิตของวิราฏ ของศรีวิฐละ สถานที่แห่งนี้ ศรีวิฐละปรากฎพระองค์ต่อหน้าบุตรชายกตัญญูที่อ้อนวอนขอให้พระองค์ยืนอยู่บนก้อนอิฐ พระองค์ทรงยืนรออยู่ที่นั่น ผู้คนเชื่อว่าพระองค์ยืนอยู่ที่นั่น บางคนก็บอกว่ารูปเหมือนของศรีวิฐละผุดขึ้นมาจากพระแม่ธรณีที่เป็นผืนทราย แต่ปุณฑรีกากษะยืนยันว่า “รูปเหมือนของศรีวิฐละเหล่านี้คือศรีวิฐละซึ่งปรากฎพระองค์ต่อข้าพเจ้าและบิดามารดาของข้าพเจ้า ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังมัววุ่นอยู่กับการดูแลบิดามารดา ศรีวิฐละจึงยืนรออยู่บนก้อนอิฐที่ข้าพเจ้าปาออกไป (และขอให้ท่านยืนรอที่นั่นก่อน)” เราจะต้องใช้สามัญสำนึกทำความเข้าใจเรื่องเล่าเก่าแก่นี้ ต้องเข้าใจว่าพระผู้เป็นเจ้าสามารถก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา เราเองซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นก็กำลังกระทำอย่างเดียวกับพระองค์ คือกำลังกระทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นปาฏิหาริย์สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่เมื่อสัก ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ถ้าจะว่าไป วันนี้เราได้เห็นปาฏิหาริย์ต่างๆ มากมายซึ่งมนุษย์เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วจะไม่มีทางคาดถึงได้ว่าพวกเราจะสามารถจัดพิธีบูชาขึ้นในถานที่อันแสนจะไกลโพ้นเช่นนี้ แต่ปาฏิหาริย์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพลังอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า และพวกเราก็เป็นส่วนเล็กๆ มากส่วนหนึ่งของการสร้างปาฏิหาริย์นั้น ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ และไม่ควรจะต้องได้รับการอธิบาย เพราะปาฏิหาริย์เหล่านี้อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะเข้าใจ หรือพระผู้เป็นเจ้าสามารถทำสิ่งใดก็ได้เพื่อให้มนุษย์รับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์
พระองค์สามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปยังทั้งสามมิติ แม้กระทั่งในมิติที่สี่ พระองค์ก็สามารถทำได้ตามความปรารถนา และนี่ก็คือสิ่งที่พวกคุณสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เกิดปาฏิหาริย์ให้พวกคุณได้เห็นกี่ครั้งกี่หนแล้ว แต่พวกคุณก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่าปาฏิหาริย์เหล่านี้ทำงานอย่างไร ปาฏิหาริย์เหล่านี้สามารถส่งผลได้แม้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ผู้คนยังคงประหลาดใจว่าปาฏิหาริย์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หลังจากที่ได้ประสบพบเห็นปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้วยตนเองมาแล้ว พวกเราจึงต้องมีศรัทธาเชื่อมั่นได้แล้วว่าพระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด
พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดก็ได้ทั้งสิ้นตามความปรารถนา ส่วนพวกเรานั้นเป็นเพียงละอองฝุ่นเมื่อเทียบกับพระองค์ เราไม่มีทางที่จะใช้เหตุผลในการเข้าใจปาฏิหาริย์ของพระองค์ได้ จะเป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีทางอธิบายได้ จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อพวกคุณได้บรรลุถึงสภาวะจิตที่มีศรัทธามั่นคงว่าพระผู้เป็นเจ้าคือผู้ทรงพลังอำนาจในทุกๆ เรื่องโดยผ่านประสบการณ์ของคุณเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ยากยิ่ง นั่นเป็นเพราะเรายังเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัด เรามีพลังอำนาจที่จำกัด เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะมีพลังอำนาจในทุกๆ ด้านได้อย่างไร ก็เพราะตัวเราเองยังไม่อาจจะบรรลุสภาวะนั้น ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าที่เรากำลังพูดถึงซึ่งคือพระผู้สร้าง ผู้จรรโลงรักษา ผู้ปรารถนาให้พวกเรามีอยู่และพระองค์คือการดำรงอยู่ของพวกเรา คือพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงพลังอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด มีพลังอำนาจในทุกๆ ทาง พระองค์จะกระทำอย่างไรกับพวกคุณก็ได้ตามความปรารถนาของพระองค์ พระองค์จะสร้างโลกทั้งโลกขึ้นมาใหม่ก็ได้ พระองค์จะทำลายโลกใบนี้ทั้งใบลงก็ได้ สุดแท้แต่ความปรารถนาของพระองค์
ที่แม่ให้จัดพิธีศิวบูชาขึ้นที่ปันดาร์ปุระก็เพราะพระศิวะคือตัวแทนของจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณก็สถิตอยู่ในพวกคุณทุกคน โดยสถิตอยู่ที่หัวใจ บัลลังก์ของสทาศิวะนั้นอยู่ที่เหนือศีรษะของคุณ และในขณะเดียวกันก็สะท้อนอยู่ในหัวใจของคุณ ส่วนสมองของคุณคือวิฐละ ดังนั้นการนำจิตวิญญาณมายังสมองหมายถึงการรู้แจ้งของสมอง “การรู้แจ้งของสมอง” หมายถึง สมรรถนะที่จำกัดของสมองได้กลายเป็นสมรรถนะที่ไร้ขอบเขตจำกัดในการที่จะตระหนักรู้ถึงพระเจ้า แม่จะไม่ใช้คำว่า “เข้าใจ” พระเจ้า แต่จะใช้คำว่า “ตระหนักรู้ถึงพระเจ้า” ว่าพระองค์ทรงพลังอำนาจเพียงใด พระองค์ทรงเป็นปาฏิหาริย์ขนาดไหน และพระองค์ทรงยิ่งใหญ่เพียงใด อีกเรื่องหนึ่งคือ สมองของมนุษย์สามารถสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่เมื่อจิตวิญญาณเข้ามาประทับอยู่ที่สมองแล้ว มนุษย์เช่นพวกคุณก็จะสามารถสร้างสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมาได้ เป็นงานที่มีชีวิตของพลังกุณฑลินี แม้แต่สิ่งที่ไร้ชีวิตก็จะเริ่มทำตัวเหมือนมีชีวิต เพราะคุณสามารถสัมผัสถึงจิตวิญญาณในสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้
เช่นเดียวกับที่ทุกๆ อะตอมมีนิวเคลียสอยู่ภายใน แต่ละโมเลกุลก็มีจิตวิญญาณของโมเลกุลนั้นๆ และถ้าหากคุณกลายเป็นจิตวิญญาณแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่าสมองของโมเลกุลและอะตอมก็คือนิวเคลียส คือร่างกายของนิวเคลียส แต่สิ่งที่ควบคุมนิวเคลียสอีกทีก็คือ “จิตวิญญาณ” ซึ่งสถิตอยู่ภายในนิวเคลียสนั้น ขณะนี้พวกคุณสามารถสัมผัสรู้ รู้กายภาพของนิวเคลียสทั้งหมด และภายในนิวเคลียสนั่นก็คือ “จิตวิญญาณ”
ในทำนองเดียวกัน มนุษย์มีกายนี้ มีการสัมผัสรู้ถึงกายนี้ และเราก็มีนิวเคลียสอยู่ในตนเองก็คือสมอง และ “จิตวิญญาณ” อยู่ในหัวใจ ดังนั้น สมองถูกควบคุมสั่งการโดยจิตวิญญาณ ควบคุมอย่างไร? […]